"สวัสดีคร้าบ..." ผมกล่าวทัก หญิงสาวในชุดกระโปรงที่กำลังเดินเร่งรีบเพราะกลัวเข้างานสาย

            "โถ่...คิดว่าใคร...เอกนี่เอง" ตอบหลังจากหันมาเจอผมที่กำลังส่งยิ้มอย่างแจ่มใสไปให้ "แหมอารมณ์ดีเหลือเกินนะ" เธอแซวผมด้วยรอยยิ้ม

            "เพิ่งไปถอยรถมา เมื่อวันเสาร์" ผมตอบ

            "โห รวยใหญ่แล้ว"

            "มือสองจ๊ะ คุณขวัญ" ผมตอบ

            "อ้าวแล้ว มาทำอะไรตรงนี้" เธอทัก

            ใช่ ผมมาทำอะไรตรงนี้ เราเดินคุยกันอยู่ริมถนนใหญ่ ซึ่งจะมีแต่คนที่นั่งรถประจำทางเท่านั้น ที่จะเดินผ่านตรงนี้

            "พอดีมาเช้าหนะ ก็เลยเดินออกมาหาข้าวกิน" ผมตอบตามจริง เมื่อเช้าผมมาถึงตั้งแต่ เจ็ดโมงกว่า ซึ่งกว่างานจะเข้า ก็แปดโมงครึ่งโน่น ผมเลยเดินออกมาหาอะไรกินนิดหน่อย

            "ต่อไปนี้ฉันก็ต้องยืนรอรถเมล์คนเดียวสิเนี่ย" เราสองคนเดินมาถึงตึกสีน้ำตาลเข้มสูงหลายชั้น มีพนักงานคอยช่วยเปิดประตูที่ทั้งหนาหนักให้แก่บรรดาพนักงานที่ทำงานในตึกนี้ ออฟฟิศของเราอยู่บนชั้น 19 เป็นบริษัทโฆษณาเล็กๆ มีพนักงานไม่กี่คน แต่กี่คนผมก็ไม่เคยนับจริงๆ เพราะตำแหน่งอย่างผมต้องเข้าๆ ออกๆ ออฟฟิศบ่อย จึงทำให้ไม่มีโอกาสได้พูดคุย หรือพบปะกับพนักงานในตำแหน่งอื่น

 

เราสองคนมาถึงที่ทำงาน แสกนนิ้วมือก่อนเข้าออฟฟิศ แล้วก็แยกย้ายกันไปที่โต๊ะทำงานของแต่ละคนซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน โดยมีทางเดินตัดผ่าน

            "นี่รู้อะไรไหม" ผมส่งเสียงกระซิบไปหาขวัญ

            หญิงสาวเงี่ยหูมา ทั้งที่ตายังจับจ้องบรรดาเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอจัดเรียงเอกสารได้อย่างมีระเบียบ และตระเตรียมเอกสารสำหรับทำงานในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            "ชั้นไปส่งเธอที่บ้านก็ได้นะ" ผมเสนอ อันที่จริงบ้านของเราสองคนอยู่เส้นทางเดียวกัน ผมและขวัญมักจะนั่งรถเมล์สายเดียวกันบ่อยๆ นอกเสียจากว่าจะต้องไปทำธุระที่อื่นที่อยู่นอกเส้นทางบ้านของเราสองคน

            ขวัญพยักหน้าอย่างใจลอย เธอมีสมาธิกับการเตรียมเอกสารมาก

 

ตกเย็นหลังเลิกงาน ผมและขวัญกลับจากการออกไปพบลูกค้า การเดินทางไปนั้นค่อนข้างทุลักทุเลพอควร ผมดิ้นรนขอขับรถตนเองไป ส่วนขวัญด้วยความที่เธอเป็นคนรอบคอบเสมอ จึงเลือกที่จะนั่งรถไฟฟ้าไป

            ผลปรากฏว่าผมขับหลงทางและเสียเวลาอยู่นาน เนื่องจากไม่ชินทาง ก็แน่หละเพิ่งได้รถมา 2 วัน ก็ซ่าขับไปโซนที่ไม่คุ้นเคยซะแล้ว ผลคือ ขวัญบ่นผมตลอดทางนั่งรถกลับออฟฟิศ เพราะผมเกือบไปพบลูกค้าสาย (แต่ขวัญว่าผมมาสาย ผมก็แค่เข้าห้องประชุมเป็นคนสุดท้ายในระหว่างที่เธอเตรียมจะพรีเซ็นต์งานพอดี)

            "ไปกับฉันไหม" ผมถามขณะเก็บของลงกระเป๋า

            "ไปดิ" เธอตอบ ซึ่งเก็บของเสร็จแล้วและยืนรอผมที่ข้างโต๊ะ ต้องยอมรับว่า เธอเร็วกว่าผมทุกอย่างจริงๆ

            ผมขับรถญี่ปุ่นมือสองโดยมีขวัญอยู่ข้างๆ ต้องยอมรับว่ามันรู้สึกดีจริงๆ อันที่จริง ผมไม่เคยบอกใครนะ ว่าจริงๆแล้ว ผมชอบขวัญอยู่เหมือนกัน

            เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อตอนมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ผมกับขวัญเราเริ่มงานวันเดียวกัน ผมปิ๊งเธอตั้งแต่แรกเจอ เพราะขวัญเป็นหญิงสาวที่ดูดีทีเดียว ผมพนันได้เลยว่า พวกผู้ชายในออฟฟิศที่เห็นก็ต้องคิดเหมือนกัน แต่เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้าง เธอคุยกับผมบ่อยมาก อาจเป็นเพราะเราใหม่เหมือนกันทั้งคู่ เวลามีอะไรสงสัยหรือไม่มั่นใจ เธอจะหันมาถามผมซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ

            ผมคงทำบุญมาบ้างเมื่อชาติที่แล้ว เพราะหัวหน้าจับคู่ให้เราเป็นพาร์ทเนอร์กัน คือมีหน้าที่ต้องออกไปพบลูกค้าด้วยกัน เพราะผมมีความรู้ด้านสื่อค่อนข้างดี ส่วนขวัญจะมีความรู้ด้านบริหารแบบว่าน่าทึ่งเลย

            เราสองคนพูดคุยกันประจำ (เรื่องงาน) ผมค่อยเห็นนิสัยที่ทั้งดี และไม่ดีของเธอ ไม่ว่าจะความเจ้าระเบียบ ชอบควบคุมทุกอย่างรอบตัว ร่าเริง เข้ากะคนง่าย พูดจาน่าเชื่อถือ ผมตกหลุมรักเธอลึกลงไปอีก

            แต่ทว่าบุญผมคงยังไม่ถึง เพราะขวัญมีแฟนแล้ว เป็นหนุ่มหน้าตาดี มีรถขับมักจะมารับเธอหลังเลิกงานเสมอ แต่ก็อย่างที่รู้ว่ากรุงเทพฯ รถติดมากขึ้นทุกวันๆ หลังจากเข้าปีที่สองของการทำงาน แฟนของขวัญก็มารับน้อยลง จนเหลือแค่มารับเฉพาะวันที่ทำงานดึกเท่านั้น

            ผมตัดใจ คิดกับเธอแค่เพื่อน (อย่างจำยอม) แต่แปลก เพราะผมพูดคุยกับเธอได้สนิทใจกว่าตอนที่คิดไม่ซื่อกับเธออีก (แฮะๆ)

 

"รถติดจังเลย" ขวัญบ่น ผมก็หงุดหงิดไม่แพ้กัน เหยียบครัชท์เมื่อยหมดแล้วเนี่ย

            "เธอก็นอนไปก่อนสิ ขึ้นรถเมล์หนักกว่านี้อีกมั้งเนี่ย" ผมบอก

            "ใช่..." เธอตอบเนือยๆ พลางมองออกไปนอกรถ

            เราสองคนแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย นอกจากคำถามพื้นๆ อย่างเช่นว่า ซื้อมาเท่าไหร่ ซื้อที่ไหน ไม่กลัวถูกหลอกย้อมแมวเหรอ แล้วถ้าเกิดมีผีในรถหละ และเมื่อกวนใจผมจนหนำใจแล้ว เธอก็หลับไป

            "เบาแอร์หน่อยสิ" เธอพูดทั้งๆ ยังหลับตาอยู่

            ผมยื่นมือไปเบาแอร์ที่เย็นฉ่ำ ก่อนจะมาสนใจถนนตรงหน้า รถขยับได้เรื่อยๆ แต่ก็น่าเบื่อไม่น้อย ผมมองออกไปนอกรถ มองไปยังรถคันอื่นๆ แล้วผมก็สังเกตุเห็นว่า มีคนลอบมองเข้ามาในรถผมบ่อยๆ สีหน้าของพวกเขาแปลกๆ แต่ผมก็ไม่สนใจ "สงสัยต้องติดฟิล์มดีๆหน่อยแล้วมั้งเนี่ย" ผมบ่น เพราะรู้ว่าฟิล์มกันแดดที่แถมมากับรถนั้น ใสอย่างกะอะไรดี

            เมื่อถึงระแวกบ้านของขวัญ ผมปลุกเธอตื่น เธองัวเงียและลงรถไป เรากล่าวลากันสั้นๆ ก่อนผมจะขับรถไปต่อ

            แอร์เย็นขึ้นอีก ผมมองไปที่แอร์ มันถูกเร่ง ผมบ่นงุบงิบ ต้องเป็นฝีมือยัยขวัญแน่ๆ กะจะแช่เย็นเราหรือไงกัน

            เมื่อใกล้ถึงบ้าน ผมก็เบาแอร์จนได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์แว่วๆ มาจากกระโปรงหน้า แต่แล้วเสียงสะอื้น ถ้าฟังไม่ผิด เสียงสะอื้นแน่ๆ มันเป็นเสียงผู้หญิง ผมมองไปรอบๆ มองวิทยุซึ่งก็ไม่ได้เปิด อ้าว แล้วเสียงอะไร...

            ผมใจคอไม่ดี แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะเสียงที่ได้ยินมามันเบามาก เหมือนแว่วมาจากที่ไกลๆ พอตั้งใจฟัง ก็ไม่ได้ยิน แต่พอไม่สนใจ เสียงสะอื้นก็กลับมา ผมจึงตัดรำคาญโดยการเปิดวิทยุฟังซะเลย...

 

วันรุ่งขึ้น ขวัญไม่ได้มาทำงาน ผมเลยโทรไปหา ได้ความว่าลาเธอป่วย น้ำเสียงของเธอไม่สู้ดีเท่าไหร่ ผมเลยไม่อยากเซ้าซี้ หรือกวนประสาท

            วันนี้ทั้งวันผมต้องทำงานคนเดียว เตรียมเอกสาร และออกไปพบลูกค้า แม้ว่าจะมีเพื่อนร่วมงานมาช่วย แต่ด้วยความที่เป็นลูกค้าของผมและขวัญ ผมเลยต้องเตรียมเอกสารเองทั้งหมด เพราะคนที่มาช่วยไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ผมเลยคิดว่าเขาแค่ไปพบลูกค้าเป็นเพื่อนผมมากกว่า

            ตกเย็นผมไปเยี่ยมขวัญที่บ้าน ผมเคยมาไม่กี่ครั้ง ขวัญอยู่กับพ่อแม่ ในหมู่บ้านจัดสรร ผมมาถึงช่วยหัวค่ำเล็กน้อย เพราะรถติดเหลือเกิน ขวัญมาพบผมด้วยสภาพโทรมเหลือเชื่อ ตาบวม หน้ามัน ผมไม่เคยเห็นขวัญดูแย่ขนาดนี้มาก่อน ผมรู้โดยทันทีเลยว่ามีอะไรผิดปกติ

            "เฮ้ย เป็นอะไรมากเปล่า" ผมถามอย่างเป็นห่วง

            "ไม่มีอะไรหรอก" เธอตอบเสียงหงอยๆ บอกไม่ถูก

            "ไม่น่าเชื่อว่ายังมีไวรัสในโลกนี้ ทำให้เธอป่วยได้อีก" ผมแซว แต่บรรยากาศยังมาคุอยู่เลย "เกิดอะไรขึ้นกันแน่" ผมจริงจังเลยทีนี้

            ขวัญมีท่าทางอึดอัด ผมเหลือบไปเห็นที่มือ ที่มักจะมีแหวนทองสวมอยู่ตรงนิ้วกลางขวาตลอด มันเป็นแหวนที่แฟนของเธอซื้อให้ เชื่อไหมว่าสัปดาห์แรกๆ เธอโชว์ให้ผมดูจนเอียนเลย แต่ตอนนี้มันกลับหายไป เหลือไว้เพียงรอยผิวขาวๆ ที่ไม่ได้โดนแดด

            "เลิกกับแฟนเหรอ" ผมเดา ผมไม่เคยจำชื่อแฟนของขวัญได้เลย แม้ว่าเธอจะเคยบอกไม่รู้กี่ครั้งก็ตาม ก็ใครมันจะไปสนใจชื่อของมารหัวใจหละ

            หญิงสาวตรงหน้าผม ดูอ่อนแอเหลือเชื่อ ผมไม่เคยเห็นเธอในสภาพนี้มาก่อน เธอคงรักแฟนคนนี้มากจริงๆ และในขณะที่ผมกะลังมองเพื่อนอย่างอ่อนใจอยู่นี้ เธอก็น้ำตาร่วงเผาะๆ เลย

            ผมพูดอะไรไม่ออก มือหยาบๆ ของผม ค่อยๆ เลื่อนไปเช็ดน้ำตาให้ขวัญ ลึกๆ ก็กลัวว่าเธอจะปัดมือผมออก แต่เปล่าเลย เธอปล่อยให้ผมได้ปาดน้ำตา ผมจับมือเธอโดยไม่พูดอะไร

            เวลาผ่านไปไม่นาน เธอปล่อยมือผมไปเช็ดน้ำตา ก่อนจะมองหน้าผมและยิ้มให้

            "แหมทีเมื่อก่อนชวนมา ไม่อยากจะมา" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด

            "อ้าว ก็มาบ้านเธอทีไร กลับบ้านลำบากทุกที ไหนจะเดินออกจากหมู่บ้าน ไหนจะต้องโบกแท็กซี่อีก" ผมบ่น ดีใจที่เธอพยายามทำตัวปกติ แต่ผมรู้ว่าลึกๆ แล้ว ขวัญยังเสียใจอยู่แน่นอน แหมคนคบกันมาเป็นปีๆ มันต้องมีกันบ้างแหละ

            หลังจากนั้นเราก็คุยกันอีกนิดหน่อย ขวัญเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเธอกับแฟนเลิกกันเพราะมือที่สาม ซึ่งเข้ามาแทรกระหว่างเธอและแฟนหนุ่ม เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

            ผมดูจนแน่ใจแล้วว่าเพื่อนคนนี้กลับมาสดใสน่ารักเหมือนเดิม ก่อนกลับบ้าน ผมไม่ลืมที่จะทำท่าดุ และบอกให้เธอมาทำงานในวันรุ่งขึ้นให้ได้ เพราะยามที่เธอไม่อยู่นั้น ผมทั้งเหนื่อยและปวดหัวกับงานเอกสารกองเท่าภูเขา ไหนจะต้องอธิบายให้ลูกค้าฟังในเรื่องที่ผมเองยังไม่เข้าใจ

            เธอรับปากว่าวันรุ่งขึ้นเจอกันอย่างแน่นอน ผมจึงลาขวัญ และพ่อแม่ของเธอ ก่อนจะขับรถคู่ใจกลับบ้าน

            เรื่องมันเริ่มตรงนี้แหละ ระหว่างที่กลับบ้าน ถนนเริ่มโล่งแล้ว ผมขับรถเรื่อยเปื่อย ไม่รีบร้อน แอร์เริ่มเย็นขึ้นอีกครั้ง ผมปรับให้เบาลง แล้วเปิดวิทยุฟังเพลงสบายๆ ตอนนั้นเองที่จู่ๆ วิทยุก็ส่งเสียงเหมือนคลื่นแทรก

            เสียงซ่าถี่ ทำให้ผมต้องเปลี่ยนคลื่น ซึ่งก็เจอกับเสียงเดิม ผมจึงปิดวิทยุไป ผมขับรถฟังเสียงเครื่องยนต์เบาๆ เคล้าเสียงลมจากแอร์ที่เป่าออกอย่างสม่ำเสมอ เพียงครู่เดียว ผมก็ได้ยินเสียงหายใจเข้า - ออก

            เสียงหายใจนั้นลากยาว และสม่ำเสมอ มันค่อนข้างชัดเจนเหมือนใครมาหายใจหนักๆ ดังๆ ให้ฟังอยู่ข้างๆ

            ผมเริ่มใจไม่ดีอีกครั้ง เรื่องผีที่ขวัญชอบเล่าเพื่อหลอกผมลอยมาเป็นฉากๆ ผมลองเปิดวิทยุอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีเสียงใดๆ มันเงียบ

            ผมคิดว่าเสียงคงเบา จึงเร่งเสียงให้ดังมากขึ้น

            "อย่ามายุ่งกับกู!!!!" เสียงที่ใหญ่และดังมากของผู้ชายดังลั่นรถ ผมตกใจสะดุ้งสุดชีวิต และเหยียบเบรกจนสุด

            รถส่งเสียงเอี๊ยดยาวก่อนจะจอด รถที่ตามมาส่งบีบแตรอย่างหัวเสีย ผมจอดรถอยู่ริมทาง เปิดวิทยุที่ตอนนี้มีเพลงของสถานีเล่นตามปกติ

            ด้วยความที่เป็นคนประเภทที่ไม่ชอบพิสูจน์ และไม่ถูกโรคกับเรื่องลึกลับอย่างแรง ผมบึ่งรถกลับบ้านด้วยความเร็วทันที ผมบอกกับตัวเองเลยว่า พรุ่งนี้ได้ลาหยุดแน่ๆ

            เมื่อนำรถเข้าบ้าน ไม่กล้าที่จะมองไปที่รถเลย เพราะกลัวจะเจอกับอะไรก็ตามที่อยู่ในรถมาก่อนผม ผมปิดประตู เปิดไฟหน้าบ้านทิ้งไว้ และขึ้นห้อง สวดมนต์และกว่าจะนอนหลับตา ต้องเปิดไฟดูหนังจนเกือบเช้า

 

รุ่งเช้า ผมสะดุ้งตื่นขึ้นตอนสายของวัน ผมโทรไปหาขวัญทันที ด้วยต้องบอกขอโทษที่วันนี้ต้องปล่อยให้เธอทำงานคนเดียว

            "วันนี้ฉันคงไปทำงานไม่ไหวนะ แบบว่ามีธุระหนะ" ผมบอก

            "อะไรกัน ทิ้งให้ฉันทำงานคนเดียวตลอดเลย" ดูเหมือนจะกลับมาเป็นหญิงสาวใจร้ายเพื่อนผมเหมือนเดิมแล้ว "แล้วจะไปไหนถึงไม่มาทำงาน" เธอซักไซร้

            "พอดีเมื่อวานขากลับมีอุบัติเหตุนิดหน่อยหนะ" ผมได้ยินเสียงเธออุทานด้วย ก่อนจะถามผม

            "แล้วเป็นอะไรมากไหม" เธอมีน้ำเสียงกังวล ผมได้ยินก็ดีใจ

            "อ๋อไม่เป็นไรมากหรอก เดี๋ยววันนี้เอารถไปเช็คดูหน่อยว่ามีเสียหายตรงไหนหรือเปล่า" ผมรู้ตัวเลยว่าโกหกไม่เนียน เพราะดูเหมือนเธอจะจับได้

            "โอเคๆ มีอะไรฝากไว้รึเปล่า" เธอถาม

            "ไม่มีหรอก เอกสารของฉันก็วางอยู่บนโต๊ะนั่นแหละ หาๆดูเดี๋ยวก็เจอ" ผมบอก "ขอบใจมาก แค่นี้นะ" แล้วผมก็วางสาย

            ผมอาบน้ำแต่งตัว แล้วออกมานอกบ้าน มองดูรถยนต์ของตัวเองอย่างกล้าๆ กลัวๆ วันนี้ต้องเอารถเข้าวัดสักหน่อยแล้ว

 

วัดที่ผมเลือก อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านสักเท่าไหร่ ระหว่างที่ขับรถไปยังวัด ผมรู้สึกอึดอัดตลอดทางเลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ผมรู้สึกไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก

            เมื่อมาถึงวัด เครื่องยนต์ก็สั่น และก็ดับไป อะไรก็ตามที่อยู่ในรถคันนี้คงไม่อยากเข้าวัดเอามากๆ ผมลองสตาร์ทรถอีกหลายครั้งก็ไม่ติด ทำเอาผมเริ่มหงุดหงิดมากกว่ากลัวผี ชาวบ้านก็เริ่มมองแล้วด้วย

            ผมลงจากรถ แล้วก็เริ่มออกแรงเข็นทันที ผมเข็นรถเข้ามาในบริเวณวัด แล้วลองติดเครื่องดู ปรากฏว่ารอบนี้ผมจะมีโชค ผมจึงขับรถไปหาที่จอดรถ

            เมื่อลงจากรถ ผมก็เดินสำรวจวัดทันที ผมมองหาพระสงฆ์สักรูปเพื่อถามถึงพิธีไล่ผี (พูดกันตรงๆ)

            "สวัสดีครับหลวงพ่อ" ผมกล่าวทักพระสงฆ์รูปแรกที่เจอ ท่านกำลังเดินถือไม้กวาดอยู่ คาดว่าน่าจะเพิ่งกวาดลานวัดมา

            "มีอะไรเหรอโยม" พระสงฆ์ถาม

            "คือว่า รถผมมีผีสิงหนะครับ ไม่รู้จะทำไงดี" ผมบอกแบบจนปัญญา เรื่องพวกนี้ผมก็ไม่ถนัดซะด้วย

            "อ้าว" หลวงพี่ตอบกลับสั้นมาก

            "อ้าวอะไรครับ หลวงพ่อ" ผมสงสัย

            "แล้วจะให้อาตมาทำอะไรหละ อาตมาไม่ใช่หมอผีนะ" หลวงพี่ตอบติดตลก

            "หลวงพ่อช่วยรดน้ำมนต์ หรือสวดส่งวิญญาณอะไรทำนองนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ" ผมอ้อนวอน

            หลวงพ่อคงจะตัดรำคาญ เพราะในที่สุดท่านก็บอกให้ผมขับรถตามไปจอดใกล้กุฏิของท่าน ที่นั่นผมเจอกับพระสงฆ์อีกสองสามรูป

            "เขาให้ช่วยไล่ผีหนะ" หลวงพี่บอกกับพระสงฆ์อีกสองรูปด้วยเสียงดัง พระสองรูปนั้นขำกันเพราะเห็นเป็นเรื่องตลก

            ผมลงจากรถ และยกมือไหว้สงฆ์สองรูปนั้น พร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ

            หลวงพี่เข้าไปในกุฏิ และออกมาพร้อมกับขันเงิน เทียน และสายสิน

            "เอาไปใส่น้ำตรงนั้นมา" ท่านยื่นขันเงินให้ผม ไปใส่น้ำจากก๊อกที่อยู่ไม่ไกล

            เมื่อได้ขันเงินที่มีน้ำอยู่เต็ม หลวงพี่ก็เริ่มทำพิธี โดยการจุดเทียน สวดมนต์ พลางเอาน้ำตาเทียนหยดใส่ในขันเงินหลายหยด ก่อนจะจุ่มเทียนลงในขันทันทีที่สวดมนต์จบ

            ผมรับขันเงินมาจากหลวงพี่ โดยที่หลวงพี่มีไม้อะไรสักอย่างจุ่มลงในขัน ก่อนจะพรมน้ำมนต์ลงบนรถของผม ผมและหลวงพี่เดินวนและพรมน้ำมนต์จนรอบรถ

            "แค่นี้คงจะพอนะโยม" หลวงพี่หันมาถามเมื่อพรมน้ำมนต์ทั่วรถแล้ว

            "แล้วหลวงพี่มีสวดส่งวิญญาณอะไรพวกนี้ป่าวคับ" ผมถาม "คือเพื่อความชัวร์ว่าผีไปแล้วหนะครับ"

            หลวงพี่ยืนนึกอยู่พักหนึ่งก่อนจะเริ่มสวดมนต์อีกบท ผมฟังไม่รู้เรื่องหรอก และก็ไม่รู้ด้วยว่าหลวงพี่สวดมนต์บทไหน แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้เลยคือบรรยากาศโดยรอบนั้นดูเงียบสงบอย่างประหลาด ผมสังเกตุเห็นเม็ดเหงื่อเกาะอยู่บนใบหน้าที่ก่อนหน้านี้แห้งสนิทของหลวงพี่ ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆ

            ทันทีที่สวดจบ หลวงพี่ก็หันมาหาผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป

            "อาตมาไล่เขาไปจากที่ของเขาไม่ได้หรอกโยม" หลวงพี่พูดด้วยเสียงราบเรียบ ผมถึงกับอึ้ง

            "หมายความว่าไงครับหลวงพี่" ผมถามแบบไม่เชื่อหู

            "ตอนที่อาตมาสวดมนต์แผ่เมตตาอยู่ เขาก็มาพูดข้างหูอาตมา ว่าเขาตายอยู่ในรถคันนี้"

            "เขานี่คือ ผู้ชายเหรอครับ" ผมถาม

            "ใช่..." หลวงพี่เงียบไป แล้วมองไปที่รถ ก่อนจะหันมาพูดต่อ "แต่ตอนนี้อาตมาเห็น สองคน ผู้หญิงกับผู้ชาย"

            จบเลย ผมโดนผีสองตนหลอก เหลือเชื่อจริงๆ ตนเดียวก็แย่พอแล้ว

            "แล้วผมจะทำยังไงดีครับ" ผมถามต่อ ไม่กล้ามองไปที่รถตัวเองเลย กลัวเห็น

            "เอาไปคืนสิ ได้มาจากไหนก็เอาไปคืนที่นั่น"

            ผมเลยตัดสินใจเอารถกลับไปคืนที่เต้นท์ที่ผมซื้อรถคันนี้มา ในเย็นวันนั้น

 

ที่เต็นท์รถ ผมเจอกับคนขายคนเดิม ผมตรงเข้าไปเพื่อบอกกล่าวเจตนาของผมทันที แต่ทว่าเจ้าของเต็นท์นั้นไม่รับคืนหากผมต้องการคืนเงิน แต่หากผมอยากจะคืนรถจริงๆ เงินที่ผมจ่ายไป หรือผ่อนไป ก็จะศูนย์เปล่าทันที

            เงินที่ผมใช้ดาวน์แม้จะไม่เยอะมาก แต่ก็ไม่ได้หามาง่ายๆ ผมเลยคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไร แต่ยังไม่ทันที่จะได้ตัดสินใจ เจ้าของเต็นท์ที่เหลือบไปเห็นรถของผมก็ออกอาการกลัวขึ้นมาทันที เขาบอกปัดผมอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะหนีผมหายไปในออฟฟิศ

            ผมต้องขับรถกลับอย่างจำใจ ทั้งจนปัญญา ทั้งกลัวผี

            ระหว่างทางกลับบ้าน พระอาทิตย์ดูจะตกดินเร็วกว่าปกติ เพราะสองข้างทางเริ่มมืด ทั้งๆ ที่รถยังเต็มถนนอยู่ แต่ผมก็ค่อนข้างอุ่นใจ เพราะมีรถบนท้องถนนหลายคันเป็นเพื่อนร่วมทาง และเพื่อความแน่ใจว่าจะไม่ถูกหลอกเพียงลำพัง ผมจึงเปิดหน้าต่างตลอดการเดินทาง

            แต่เมื่อออกนอกเมืองมา รถก็บางตาลง แมลงเยอะแยะเข้ามาในรถ จนผมต้องปิดหน้าต่าง บรรยากาศในรถกลับมาน่ากลัวอีกครั้งและทันใดนั้น

            เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมสะดุ้งโหยงพร้อมอุทานคำหยาบ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แล้วพบว่าขวัญนั่นเองที่โทรมา

            "ว่าไง" ผมรับสาย

            "เป็นไงมั่ง" เสียงหญิงสาวตอบ

            "อะไรเป็นไง" ผมถาม

            "ก็รถไง เห็นว่าเอาไปเช็ค" เธอบอก ผมลืมไปสนิทเลยว่าไปโกหกอะไรไว้ เพราะมัวแต่กังวลเรื่องผีๆ ตลอดวัน

            "ก็โอเค ไม่มีอะไรเสียหายรุนแรง พรุ่งนี้ก็ไปทำงานได้แล้ว" ผมตอบ

            "ก็ดีแล้ว..."

            "มีอะไรป่าว" ผมถามอีก จริงๆ ก็อยากคุยต่ออะนะ แต่ว่าตอนนี้นึกเรื่องอะไรไม่ออก บอกตรงๆ ว่าบรรยากาศในรถเงียบสงัดมาก

            "ไม่มีอะไร แค่โทรมาถามเฉยๆ" เธอตอบ "พรุ่งนี้เจอกัน...บาย" แล้วก็วางสายไป

            หลังจากวางสาย ก็เหลือระยะทางอีกไม่กี่นาทีก็จะถึงบ้านแล้ว ผมใจชื้นขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่ทันได้ผิวปากเลย วิทยุก็ดังขึ้นเอง

            เพลงที่ลอยออกมาเป็นเพลงลูกกรุงสมัยคุณแม่ยังสาว ผมพุ่งมือไปปิดอย่างร้อนรน แล้วมันก็มา

            เสียงสะอื้นของหญิงสาวที่ผมเคยได้ยินก่อนหน้านี้ ผมขนลุกซู่ ในใจคิดว่า เอาอีกแล้ว ไม่จบไม่สิ้นเสียที จะทำไงดีหละเนี่ย

            แล้วตอนนั้นเองที่หางตาของผมก็เหลือบไปเห็นหญิงสาว ผมยาวสีดำเหมือนกลางคืน ใบหน้าที่ยื่นออกมานั้นขาวซีดจนน่าตกใจ เธอนั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับ ไม่เคลื่อนไหว นิ่งสนิท และเสียงสะอื้นก็ลอยมาจากเธอเสียด้วย

            ผมบังคับตัวเองมองถนนเพียงอย่างเดียว ขณะเลี้ยวเข้าซอยบ้าน ผมพุ่งความสนใจไปที่ถนน บ้านของคนรู้จัก และก็มาถึงรั้วบ้านของตัวเอง ผมพุ่งจากรถลงไปเปิดประตู และเมื่อกลับเข้ามาในรถเพื่อขับเข้าไปเก็บบ้าน ผมก็ยังคงเห็นวิญญาณนั่งอยู่ตรงนั้น หน้ามองตรง ไม่กระดุกกระดิกเหมือนเดิม ผมลงรถ ล็อครถ และจอดไว้หน้าบ้านคืนนั้น

            รุ่งเช้า ผมดูจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรอยู่ในรถแล้ว ผมก็ขับรถเข้ามาเก็บในบ้าน และนั่งรถประจำทางไปทำงาน

            "เป็นไงมั่ง" ขวัญถามทันทีที่ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะทำงาน

            "อะไรเป็นไง" ผมถาม

            "อ้าวก็รถไง ใจลอยอีกและ ตั้งแต่เมื่อวาน" เธอบ่น

            "ก็ดีไง ก็บอกไปแล้วนี่"

            "วันนี้ต้องออกไปเจอลูกค้านะ จะขับรถไปป่าว" เธอถาม

            "วันนี้นั่งรถไปกับเธอดีกว่า" ผมตอบ

            เธอหัวเราะ ผมยิ้ม ช่วงเวลานี้มีความสุขสำหรับผม มันมีความหมายมาก และเมื่อผมกลับมามีสติอีกครั้ง ผมก็ตระหนักได้ว่า ขวัญเพิ่งเลิกกับแฟน ผมก็เลยมีโอกาสจะจีบเธอหนะสิ ตอนนี้ผมก็แค่ต้องรอเวลาเท่านั้น

            ตลอดวัน และเวลาทำงาน ผมพูดคุยกับขวัญถึงเรื่องราวต่างๆ เรื่องงาน เรื่องทั่วไป แม้ว่าลึกๆ แล้วขวัญนั้นยังทำใจเรื่องที่เลิกกับแฟนไม่ได้ แต่ผมก็ดีใจที่เห็นเธอยิ้มบ้างเป็นบางคราวเวลาที่ผมเล่นมุขตลกๆ แม้จะไม่เท่าเดิมก็ตาม

            เย็นวันนั้น เราสองคนต้องเคลียร์เอกสาร ทำให้ต้องกลับบ้านค่ำกว่าปกติ ซึ่งก็เหมือนอย่างเคย ผมจะปล่อยหน้าที่เรื่องเอกสารให้ขวัญจัดการเพราะเธอละเอียดรอบคอบกว่าผมมาก ส่วนผมจะนั่งเล่นอยู่เป็นเพื่อนเธอที่ออฟฟิศ

            ผมอดไม่ได้ที่จะเข้าไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องรถผีสิง มีหลายบทความที่กล่าวถึงรถผีสิง แต่มีบทความหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกัน แต่มันเกี่ยวกับผีที่หาตัวตายตัวแทน

            มันเป็นเรื่องราวของผีตายโหงที่มักจะต้องหาคนมาอยู่แทนตนในสถานที่ที่ตนเสียชีวิต เพื่อตนเองจะได้หลุดพ้นจากสถานที่นั้น

            เรื่องรถของผมแวบขึ้นมาทันที หลวงพี่บอกว่ารถของผมเป็นของผีที่อยู่ในรถ เพราะฉะนั้น ผีตนนี้ต้องกำลังหาตัวตายตัวแทนอยู่อย่างแน่นอน ผมขนลุกซู่อีกครั้ง ความกลัวหยั่งรากลึกลงในทุกอนูร่างกายของผมเลยก็ว่าได้ ผีตนนี้อาจทำให้ผมเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตและกลายเป็นวิญญาณติดรถเหมือนตนก่อนก็ได้ แต่ผมก็สงสัยขึ้นมาอีกว่า ถ้าเกิดมีผีสองตน แล้วถ้าผมตาย ผมจะต้องอยู่เฝ้ารถแทนใครกันแน่...

            "ปะกลับกันเถอะ" ขวัญจัดเอกสารให้เรียบร้อยตามปกติ ผมปิดคอมพิวเตอร์ และเดินออกจากออฟฟิศพร้อมเธอ

            ขวัญเดินนำผมไปที่ลานจอดรถ ซึ่งผมไม่ได้บอกเธอไปว่าผมนั่งรถประจำทางมา แต่สิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้หัวใจผมหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เพราะว่ารถของผมจอดรอผมอยู่ที่ลานจอดรถของออฟฟิศ

            "อ้าวอย่าช้าสิ ฉั้นง่วงนอนจะแย่แล้ว" ขวัญเร่ง

            ผมทำทุกอย่างให้ดูเป็นปกติ แต่ก็อดกลัวไม่ได้ เพราะรถคันนี้ค่อนข้างเอาจริงเลย ดูได้จากการที่มันตามผมมาที่ทำงาน

            แล้วความคิดอีกอันก็วูบขึ้นมา ผมและขวัญ ผีสองตนบนรถ พวกมันวางแผนนี้ไว้อย่างแน่นอน ผมจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับขวัญเด็ดขาด

            "เอ่อวันนี้ไม่ค่อยสะดวกหนะ เธอกลับเองได้ปะ" ผมโกหก

            "อะไร ไปส่งหน่อยสิ ดึกป่านนี้อันตรายออก"

            "ไม่ได้หรอก เธอก็ให้แฟนเธอมารับสิ" ผมหลุดปากไปซะแล้ว

            ขวัญเงียบกริบ ผมกลายเป็นไอ้งั่ง

            "ขอโทษนะ" ผมเสียงอ่อย

            ขวัญยังคงยืนมองผมอย่างไม่เชื่อสายตา ผมเลยตัดสินใจเดินตรงไปจับมือเธอและจูงไปที่รถ

            "ปะเดี๋ยวไปส่ง" ผมยิ้มให้อย่างสำนึกผิด

            ขวัญยิ้มตอบ แต่ยังคงไม่พูดจาอะไร

            ระหว่างทางขวัญไม่พูดอะไรเลย ผมต้องบอกว่า ผมทำเสียเรื่องซะแล้ว และเมื่อส่งขวัญถึงบ้าน ผมก็โล่งใจที่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ผมขับรถกลับบ้าน พร้อมความรู้สึกผิด แต่รถคันนี้ก็ไม่ให้เวลาผมเศร้านาน เพราะจู่เสียงลมหายใจก็ดังขึ้น ผมขนลุกไปทั้งตัว แล้วก็เหมือนเคยหางตาของผมเห็นหญิงสาวคนเดิมนั่งอยู่ แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมเกือบหยุดหายใจก็คือ เธอกำลังมองผมอยู่ พร้อมกับเอื้อมมือมาจับที่แขนของผม...

 

มันเป็นเช้าที่อากาศสดใส รถยนต์คันหนึ่งดูคุ้นตาวิ่งอยู่บนถนนย่านชนบท คนขับเป็นหญิงสาวผมยาว เธอขับรถอย่างมั่นใจ และด้วยความเร็วที่ปลอดภัย แต่ทว่าเมื่อใกล้ถึงทางโค้งอันตราย เธอก็เห็นชายคนหนึ่งยืนขวางหน้ารถ เธอหักหลบตามสัญชาตญาณ แต่เพราะมันเป็นทางโค้ง เธอจึงพุ่งลงข้างทาง เธอถูกแรงกระแทกอย่างแรง ทำให้คอหักเสียชีวิตคาที่

            บรรดาญาติที่มายังที่เกิดเหตุต่างร้องไห้เสียใจ วิญญาณของหญิงสาวได้แต่ยืนมองพวกเขาอย่างอาลัยอาวร พระสงฆ์สวดมนต์เพื่อส่งวิญญาณที่น่าสงสารดวงนี้ และในขณะที่วิญญาณของหญิงสาวกำลังจะตามศพของตนเองไปนั้น เธอก็ถูกจับตัวไว้

 

มันเป็นคืนที่เงียบสงัดคืนหนึ่ง โจรขโมยรถผมช่ำชอง กำลังงัดรถเป้าหมายอย่างเบามือ ทว่าโจรผู้นี้คงถึงคราวเคราะห์ เมื่อสายตรวจสองคนขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมา ขณะที่โจรกำลังต่อสายสตาร์ทรถ

            เครื่องยนต์ส่งเสียงคำราม เรียกความสนใจของตำรวจทั้งสองนาย ทั้งสองเดินมาตรงสอบที่รถ เพราะผิดสังเกตุที่เวลาดึกสงัดขนาดนี้ ใครจะสตาร์ทรถไปไหน

            ทันทีที่โจรเห็นตำรวจเข้า ด้วยนิสัยที่เคยชินมาหลายปี ทำให้เขาตัดสินใจขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงตำรวจที่ตะโกนเรียกให้หยุดก่อน

            โจรขโมยรถและตำรวจขับไล่ล่าไปตามถนน ที่สองข้างทางมีเพียงคันดินเท่านั้น ตำรวจตัดสินใจใช้ปืนยิงที่ล้อรถเพื่อหยุดการหลบหนีของโจรขโมยรถ พลางวอเรียกกำลังเสริม

            กระสุนนัดท้ายๆ เข้าเป้า ทำให้ยางหลังระเบิด รถยนต์เสียหลังพุ่งลงข้างทาง โจรพบจุดจบของตนเอง

            แต่ทว่า ใครเล่าจะสนใจโจรขโมยรถ ไม่มีญาติ มีเพียงพระสงฆ์ที่ถูกเชิญมาสวดนำวิญญาณ ซึ่งโจรขโมยรถไม่คิดว่ามันอยากจะไปสู่สุขคติ

            จิตที่คั่งแค้น และดำมืดของโจรขโมยรถ ทำให้มันเฝ้าติดตามรถคันนี้ และจ้องเอาชีวิตใครก็ตามที่เป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้ โชคไม่ดีที่ เจ้าของคนแรกตัดสินใจขายทันที ที่ซ่อมแซมสภาพเสร็จ แต่ไม่นาน หญิงสาวที่กลายมาเป็นเหยื่อคนต่อไปของมันก็มารับช่วงต่อ

 

วิญญาณของหญิงสาวเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับรถ และเจตจำนงค์ของวิญญาณที่รั้งตัวเธอไว้ เธอดิ้นรนขัดขืน แต่เมื่อญาติของเธอขึ้นรถกลับบ้านพร้อมกับร่างของเธอนั้น เธอก็ไม่สามารถหาทางกลับไปเองได้ถูก เธอถูกจองจำโดยวิญญาณชั่วร้ายที่สิงอยู่ในรถคันนี้อยู่นานนับปี จนกระทั่งมีชายหนุ่มเงินน้อยมาซื้อรถคันนี้ไป

 

ผมสะดุ้งตื่นขึ้น ผมหลับอยู่ในรถ ซึ่งจอดอยู่หน้าบ้านตัวเอง ที่เบาะข้างคนขับ วิญญาณของหญิงสาวยังคงจ้องผมตาไม่กระพริบ

            ผมสึกว่าน้ำตาไหล ผมร้องไห้โดยไม่รู้ตัว รู้สึกเสียใจไปกับสิ่งที่วิญญาณตรงหน้าผมต้องทนทรมานนานนับปี และเสียใจที่ผมอาจจะกลายเป็นวิญญาณที่เหี่ยวเฉาไปอีกนานแสนนานเหมือนกับเธอก็ได้

            "จะให้ฉันทำยังไงเล่า" ผมถามออกไป แทบจะไม่ได้ออกเสียง สายตาของวิญญาณที่ดำสนิทเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนมองตรงมาที่ผม แล้วผมก็รู้คำตอบของคำถาม คือผมต้องทำลายรถคันนี้ทิ้ง เพื่อที่วิญญาณที่สิงสู่อยู่จะได้จากไปยังที่อื่น

            ตอนนั้นเองที่มีเสียงคำรามดังก้องไปทั่วทั้งคัน ผมตกใจ วิญญาณหญิงสาวหายไป แต่กลับปรากฏกลุ่มเงาสีดำทะมึนขึ้นมาแทน เงานั้นเป็นของคนอย่างไม่ต้องสงสัย เงาที่ตอนนี้ยื่นมือสองข้างตรงมาที่ผม มันบังคับให้ผมสตาร์ทรถ

            ผมเสียการควบคุมร่างกายตัวเอง ผมกำลังขับรถอย่างเร็วไปตามถนน ผมจำถนนเส้นนี้ได้ มันจะพาผมขึ้นไปบนมอเตอร์เวย์ รถเร่งความเร็วจนตัวรถสั่นอย่างน่ากลัว ผมพยายามควบคุมร่างกายตัวเอง แต่ก็เป็นไปได้ยาก รถมุ่งหน้าขึ้นสะพานที่เป็นวงเวียน ผมถึงรู้ตอนนั้นว่า มันตั้งใจจะให้ผมขับรถแหกโค้ง

            ผมตกตะลึงมาก แล้วตอนนั้นเองที่ผมเห็นวิญญาณหญิงสาวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนกำลังยื้อยุดฉุดรั้งเงาดำๆ ที่ครอบงำผมไว้ ผมเป็นอิสระ และไม่ต้องคิดมาก ผมกระทืบเบรกเต็มเท้า รถเบรกส่งเสียงเอี๊ยดสนั่นหวั่นไหว แต่ทว่าก็ไม่สามารถที่จะหยุดรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงได้ ผมจึงตัดสินใจเปิดประตูและพุ่งออกไป ก่อนที่รถจะชนเข้ากับราวกั้นสะพานและร่วงลงไป เพียงไม่กี่วินาที

            ผมกลิ้งไปตามท้องถนน ตอนนั้นผมคิดแต่เพียงว่า งานนี้ตายแน่ รู้อย่างนี้น่าจะบอกความในใจให้ขวัญฟังขณะที่ยังมีโอกาสก็ดี...

 

ผมฟื้นขึ้นที่โรงพยาบาลเวลาสายของวันรุ่งขึ้น ข้างเตียงของผมมีขวัญนั่งอ่านนิตยสารอยู่ ผมร้องทักก่อนจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

            "เป็นไงพ่อคนหลับใน" ขวัญทัก เธอมีสีหน้ากังวลอย่างบอกไม่ถูก

            "ใครหลับในเหรอ" ผมงง

            "ก็เธอไง...ตำรวจบอกเธอหลับใน และคงรู้สึกตัวตอนจะแหกโค้ง เลยพุ่งออกมานอกรถทัน" เธอดุ

            "งั้นเหรอ...ฉันจำอะไรไม่ได้เลย" ผมตอบ จริงๆ ผมจำได้ จนถึงตอนกระโดดออกจากรถนี่แหละ ใครจะลืมได้เหตุการณ์พันธุ์นั้น "เอ้อแล้วรถฉันหละ" ผมถามเพิ่งนึกได้ถึงสาเหตุที่ทำให้ผมต้องมานอนโรงบาล

            "เละเลย เขาว่าคงซ่อมไม่ไหวแล้ว เธออยากทำอะไรกับมันหละ" ขวัญถาม

 

หลังจากพักฟื้นแล้ว ผมก็ต้องไปโรงพัก ฟังข้อกล่าวหา โดนดุ เสียค่าปรับ โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตรายใดๆ จากเหตุการณ์นี้ ผมเลยโดนเท่าที่กล่าวมาเท่านั้น

            คุณตำรวจบอกว่าเคสแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่รอด เขาว่าผมโชคดีที่ตัดสินใจทัน และที่สำคัญรู้สึกตัวตื่นก่อนจะลงไปนอนเละกับรถใต้ทางยกระดับ

            ผมยืนดูซากรถที่จอดอยู่ที่สถานีตำรวจ มันยับเยินมาก ผมถามคุณตำรวจว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง เขาก็ตอบว่า ต้องลากกลับไปซ่อมเอง

            ผมเลยถามว่าถ้าผมไม่เอาแล้วหละ คุณตำรวจก็บ่นๆ ว่าอย่ามาทิ้งไว้โรงพักเลย เห็นใจกันหน่อย อย่างน้อยก็ลากไปทิ้งที่อื่นเถอะ อะไรทำนองนี้

            ผมจ้างรถลากมาลากไปที่อู่ ผมอยากจะขายซากทั้งคันไป แต่ก็กลัวว่าอู่จะเอาไปซ่อมและกลับมาขายใหม่เหมือนที่ผมเคยเจอ ผมเลยสั่งให้เขาแยกส่วนให้ โดยส่วนไหนยังใช้ได้ผมก็ขายให้กับอู่ไปในราคาถูก ส่วนที่เหลือนั้น ผมบอกความประสงค์อย่างชัดเจนว่า ทำลายทิ้งไป

            ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นรถคันนั้น ถูกจอดทิ้งไว้รวมกับซากรถคันอื่นๆ เพื่อรอการทำลายเมื่อถึงเวลา

 

"ได้นั่งรถเมล์อีกแล้ว" ผมบอกกับขวัญที่นั่งอยู่ข้างๆ

            "ก็ใครอยากให้ขับรถทั้งง่วงๆ อย่างนั้นเล่า" เธอบอก "ดีนะที่ฉันไม่ได้นั่งไปด้วย"

            "ดีแล้ว" ผมพูดเบาๆ

            เมื่อถึงป้ายที่ขวัญต้องลง ผมก็ลงด้วย ทำให้เอาขวัญแปลกใจไม่น้อย

            "อ้าวที่เธอไม่กลับบ้านเหรอ" เธอถาม

            "พอดีอยากขอบคุณที่ไปเยี่ยมที่โรงบาลหนะ เดี๋ยวเดินไปส่งที่บ้านแล้ว" ผมบอก

            เราสองคนเดินจนมาถึงหน้าบ้านของขวัญ เรากล่าวลากันเล็กน้อยตามประสา แล้วเธอก็เดินเข้าบ้านไป

            "ขวัญ" ผมตะโกน เธอก็โผล่หัวออกมา

            "มีอะไร"

            "ฉันมีอะไรจะบอกแกหวะ" ผมกล่าว รวบรวมความกล้า

            ขวัญเดินกลับออกมา ยืนมองหน้าผม อย่างสงสัย

            "ฉันชอบแกหวะ" ผมพูดออกไปแล้ว เวลาเหมือนหยุดนิ่งตรงนั้น ผมเหมือนกลั้นหายใจ กลัวคำตอบที่จะออกมาจากปากของเธอ ผมเลยไม่เว้นจังหวะ "เรามาเป็นแฟนกันไหม" ผมมองปลายเท้าตัวเองอย่างขวยเขิน

            ไม่มีเสียงอะไรออกมา แต่ผมยังเห็นเท้าของขวัญไม่ขยับไปไหน ผมตัดสินใจเงยหน้ามองหน้าของเธอเพื่อหยั่งเชิง

            "ตั้งแต่เมื่อไหร่...เธอชอบฉันตั้งแต่เมื่อไหร่" เธอถาม สีหน้าคาดเดายากมาก

            "ก็ตั้งแต่วันแรกที่เจอเลยแหละ" ผมบอก สายตามองนู่นมองนี่ ยกเว้นหน้าของขวัญ แล้วผมก็ได้ยินเสียงถอนหายใจ

            "ก็ไม่เลวนะ" เธอตอบ พร้อมรอยยิ้ม ผมมองหน้าเธอด้วยสีหน้า โล่งใจ ยิ้มแฉ่งเหมือนคนบ้า และสีหน้าประหลาดใจ หลายอารมณ์มาพร้อมๆ กัน "แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ" เธอบอกก่อนจะกลับหลังหันและเดินเข้าบ้าน

            ผมยังยืนอยู่หน้าบ้าน ตีความหมายของคำว่า "ไม่เลว" ของเธออยู่ ตกลงเธอยอมคบกับผมหรือเปล่า

            "ฉันเจ้าระเบียบนะ" เธอโผล่หัวมา "เป็นแฟนกับฉันต้องอดทนนะรู้ไหม" เธอบอกท่าทางจริงจัง ก่อนจะโบกมือบ๊ายบาย และเข้าบ้านปิดประตู

            หลังจากเรื่องที่ผ่านมา ผมคิดว่าเธอคงจะเข็ดกับความรักแล้วซะอีก หรือว่า อาจเพราะว่าเธอมีใจให้ผมเหมือนกันนะ อันนี้ผมก็ไม่อาจรู้เหตุผลได้ แต่ที่รู้ตอนนี้ผมมีความสุขสุดๆ ปัญหาเรื่องผีๆ สางๆ คลี่คลาย เรื่องความรัก...จะยังไงก็ไม่รู้ แค่รู้ว่าขวัญไม่ปฏิเสธ ผมก็มีความสุขใจพองโตแล้ว

            แล้วคืนนี้ผมจะโทรหาเธอดีไหมน้า ฮิ ฮิ...

 

จบ...

New world X New order : Chapter 1

posted on 02 Mar 2011 22:22 by fatb0y
ChapterSelect


 

 เสียงโลหะกึงกัง ทำให้ผมรู้สึกตัว ความรู้สึกโยกคลอนทำให้ผมลืมตา เพื่อที่จะพบว่า ผมอยู่บนรถไฟที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง "นี่มันรถไฟนี่หว่า" ผมพูดกับตัวเองพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ทุ่งหญ้าที่ไม่เคยเห็นด้านนอกวิ่งผ่านไปอย่างไม่รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อน

 "ใช่นี่คือรถไฟ และคุณก็ไม่มีตั๋วรถไฟด้วย ใช่หรือไม่" เสียงทุ้มลึกดังขึ้นทำเอาผมหันควับ
 
 ชายตรงหน้าคือพนักงานรถไฟไม่ผิดแน่ เขามีผิวเข้ม หน้าคมเหมือนคนอเมริกัน แต่ทำไม ทำไมพูดไทยชัดจัง...

 ผมค้นทั่วตัว แต่ก็ไม่พบอะไรที่ดูเหมือนตั๋วรถไฟเลย อันที่จริงผมมักจะมีแค่เสื้อผ้าติดตัวเท่านั้นเมื่อตื่นขึ้นในทุกเช้า จะไม่มีอะไรที่ผมสามารถพกติดตัวได้ข้ามวันเลย

 "ผมต้องลงสถานีหน้าใช่ไหม" ผมถามพลางยิ้มอย่างจำยอม

 "ใช่... แต่สถานีหน้าก็อีกหลายวันโน่นแหละ" ชายในชุดเครื่องแบบสีกรมบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เอาเป็นว่าอย่าไปกวนใจผู้โดยสารท่านอื่นก็แล้วกัน" แล้วเขาก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว... เร็วเสียจนผมรู้ตัวอีกทีก็ไม่เห็นเขาแล้ว

 "หลายวัน" ผมทวนคำแบบงงๆ" ผมรู้มาว่ารถไฟใช้เวลาวิ่งจากสถานีหนึ่งไปยังสถานีหนึ่งต้องใช้เวลาสักพัก แต่เฮ้ย หลายวัน มันช้ากว่ารถไฟฟรีบ้านเราอีกนะเนี่ย

 ผมนึกขึ้นได้ว่าผมไม่ได้อยู่ในโลกที่ธรรมดาทั่วไป ผมนึกถึงคำของคนเก็บตัวว่า "อย่ารบกวนผู้โดยสารท่านอื่น" ผมลุกขึ้น มองไปรอบๆ ทั้งโบกี้นี้มีผมคนเดียว แล้วผู้โดยสารท่านอื่นไปไหนหละ ผมกลับลงนั่ง มองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วก็เกิดหิวข้าว...

 ผมรู้ตัวว่าไม่มีเงินสักแดง แต่โลกแบบนี้ใครจะรู้ ผมอาจหาอะไรกินได้โดยไม่ต้องเสียเงินก็ได้ เมื่อคิดได้ผมก็ลุกขึ้น และครุ่นคิดว่าควรไปทางไหนดี

 ผมเห็นคนเก็บตั๋วเดินไปทางหัวขบวน ผมเลยเดินไปทางท้ายขบวน เพื่อเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา ผมเดินไปจนถึงทางเชื่อม เปิดประตู และก็ต้องตกใจ เพราะตู้ต่อไปมีคนยืนอยู่แน่น อย่างกับรถเมล์ฟรีแหนะ ผมคิดว่าจะไม่ไปรบกวนท่านผู้โดยสารท่านอื่นดีกว่า แต่ผมก็แสดงตัวว่าเป็นคนดีโดยการเคาะเรียกคนที่ใกล้ที่สุด และชี้ให้ดูว่าตู้ที่ผมยืนอยู่นั้นว่างแค่ไหน

 คนที่ผมเรียกเป็นผู้หญิงวัยทำงาน ใส่ชุดทำงาน เธอมองออกมา เห็นผมก่อนจะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย และก็มองไปทางอื่น ผมยืนงงกับพฤติกรรมที่พบเห็น แต่ก็ไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่นไปมากกว่านี้แล้ว ผมเดินย้อนไปทางหัวขบวน โดยคิดว่า เป็นไงเป็นกัน ก็คนมันต้องกินนี่หว่า

 ผมเดินไปอีกตู้ ตู้นี้ดูเหมือนจะเป็นตู้สำหรับทานอาหาร (บังเอิญจริง) ผมเห็นมีโต๊ะหนึ่งเต็มไปด้วยอาหาร ด้วยความคิดที่ว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกแปลกๆ ใบนี้ ผมกินอาหารบนโต๊ะอย่างรีบร้อน (กลัวเจ้าของกลับมา)

 แต่ทว่า 1 ชั่วโมงผ่านไป ก็ยังคงไร้วี่แววของเจ้าของโต๊ะอาหาร แม้แต่พนักงานเก็บตั๋วยังไม่เดินมาเลย พอท้องอิ่มผมก็เริ่มอยากรู้อยากเห็น ผมเดินต่อไปทางหัวขบวน เพราะรู้ว่าท้ายขบวนคงเจอกับสภาพรถเมล์ฟรีแน่ๆ

 ส่วนทางไปหัวขบวนก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ เพราะเป็นตู้รถไฟว่างๆ มีแต่ที่นั่ง แต่ไม่มีคนนั่งเหมือนกับตู้ที่ผมตื่นขึ้นเมื่อเช้า เมื่อนึกถึงเรื่องเวลา พอมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อดูว่านี่เป็นเวลาอะไร ผมก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวจากตำแหน่งเที่ยงวันไปยังขอบฟ้า และเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นกลางคืนต่อหน้าต่อตาเลย

 ผมต้องยอมรับเลยว่าเหวอสุดๆ และพอหันกลับมาก็ช็อคแทบลมจับ คนเต็มตู้เลย ใช่คุณอ่านไม่ผิด คนเต็มตู้เลย จากที่ว่างๆ เมื่อกี้ เต็มตู้ในพริบตา หนำซ้ำผมจำเจ้คนที่ผมเคาะเรียกได้ด้วย กำลังมองมาที่ผมอยู่เลย ไม่สิ ทุกคนมองมาที่ผมซึ่งกำลังยืนอยู่กลางขบวน ผมเชินทำตัวไม่ถูก แต่ก็ไม่นาน คนเก็บตั๋วก็มา

 "ผมบอกคุณแล้วว่าอย่าไปรบกวนคนอื่น" คนเก็บตั๋วหน้าตาดุดัน (แบบฝรั่ง แต่พูดไทยชัดมาก ชัดกว่าผมอีก)
ผมอึ้งพูดไม่ออก

 "ผมไม่มีทางเลือก ต้องให้คุณลงตรงนี้" คนเก็บตั๋วพูด

 "ห๊ะ" ผมถามอย่างไม่เชื่อหู

 "คุณต้องลงแล้วครับ เพราะทำผิดกฎ" ขณะพูดเขาก็ต้อนผมไปท้ายขบวนและเปิดประตูออก

 สายลมต้องใบหน้าของผม ผมเผ้ากระเซิง เฮ้ยตู้ก่อนหน้านี้หายไปไหนอะ ผมกางมือยันกรอบประตูทันที ขณะที่คนเก็บตั๋วก็ยังคงออกแรงผลักผมให้ตกรถไฟอยู่นั่นแหละ

 ผมกับคนเก็บตั๋วยื้อกันไปมา จนกระทั่งผมเบี่ยงหลบและคนเก็บตั๋วตกรถไฟไป ผมตกใจ แต่เฮ้ย เขาจะผลักผมตกรถไฟก่อนนี่หว่า

 ผมหันกลับไป ผู้โดยสารคนอื่นยังคงนั่งอยู่กับที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมโล่งใจในความแปลกนี้นิดหน่อย ผมมองออกไปท้ายขบวน ที่ซึ่งประตูยังคงเปิดค้างไว้ ร่างของคนเก็บตั๋วไปทันทีหลังจากตกรถไฟ มันเป็นไปได้ยังไง ต่อให้รถไฟวิ่งเร็วขนาดไหน ก็น่าจะเห็นอะไรบ้าง ผมกังวล เพราะนี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมทำให้คนคนหนึ่งต้องพบจุดจบ มันแย่จริงๆ

 ผมปิดประตู หันกลับไปตั้งใจจะเดินหาที่นั่งเพื่อสงบจิตใจ แต่ทว่าคนที่ยืนตรงหน้าผมหน้าตาเหมือนคนเก็บตั๋วเปี๊ยบ แต่การแต่งกายต่างออกไป

 "เฮ้ย ก็คุณหล่นไปตรงนั้นแล้วนี่" ผมเผลอทักออกไป

 "ผมเป็นคนขับ" จบประโยคของก็ฟาดผมด้วยกระบองสีดำขลับ โลกของผมวูบลงตรงนั้นเลย...


โลกที่ผู้คนมากมายแหวกว่ายไปตามกระแส โลกที่กระแสเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่แปลกปลอมมักจะถูกตำหนิจากคนที่อ้างว่าหวังดีกับคุณ ไม่ว่าคุณจะดื้อเพียงใด ในท้ายที่สุดแล้ว คุณก็จะถูกกระแสพัดพาไปอยู่ดี โดยการกระทำอันรุนแรงขึ้นของคนที่หวังดีกับคุณ...

New world X New order : prologue

posted on 01 Mar 2011 21:13 by fatb0y
บรรยากาศงานเลี้ยงฉลองในวันปีใหม่เป็นไปอย่างชื่นมื่น ผู้คนหัวเราะสนุกสนาน ร้องรำทำเพลงไม่เป็นภาษา สุราและควันบุหรี่ลอยคลุ้งเต็มร้านอาหารแบบโอเพ่นแอร์ ผมนั่งดื่มด่ำไปกับบรรยากาศรอบข้างพร้อมทั้งเพื่อนฝูง โดยไม่รู้ตัวเลยว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ผมจะต้องพบกับเหตุการณ์มากมายที่เปลี่ยนผมไปตลอดกาล
 

ภายในห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสไร้หน้าต่าง ผมบอกไม่ได้ว่าเป็นเวลาอะไร กลางวัน หรือ กลางคืน ดวงตาที่แสบร้อนบอกผมว่า ถึงเวลาที่ต้องหลับตาพัก แต่สติที่เรือนลางบอกผมให้คงสติเอาไว้ ถ่างตาไว้ให้ได้นานที่สุด ถ้าหากผมผล็อยหลับไป รุ่งเช้าผมจะไปตื่นอยู่ที่อื่น 
 
      อาการประหลาดนี้เกิดขึ้นหลังจากวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา นี่ก็เกือบหนึ่งเดือนแล้ว ผมตื่นในสถานที่แตกต่างกันหลายสิบแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งผมไม่สามารถบอกได้เลยว่าอยู่ที่ไหน แม้บางแห่งจะดูปลอดภัยเหมือนที่นี่ แต่บางแห่งก็อันตรายสุดๆ จนเผลอคิดไปว่าตัวเองรอดมาได้ยังไง
 
      วันนี้ผมตื่นขึ้นในห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสไร้หน้าต่างและประตู ผมหวาดผวาในทีแรก แต่ก็ผ่อนคลายเมื่อมองไปไม่เห็นอะไรที่ดูคุกคามผมได้เลย
 
      ผมอยู่บนเตียงนุ่มติดผนัง อีกฟากมีตู้เย็น อ่างล้างจาน ห้องน้ำกระจก กลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมพร้อมเก้าอี้หนึ่งตัวตั้งอยู่ ผมไม่รู้ว่าเข้ามาในนี้ได้ยังไง เพราะรอบๆ ไม่มีประตูหรือหน้าต่าง ผมแหงนหน้ามองเพดาน ก็ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ผมออกสำรวจเดินไปเปิดตู้เย็น ภายในมีอาหารแช่แข็งอยู่มากมาย ผมมองเห็นไมโครเวฟอยู่บนโต๊ะใกล้ๆกัน ผมเดินต่อไปยังห้องน้ำกระจกขนาดเล็ก ภายในมีชัดโครกสะอาด ฝักบัวที่เปิดแล้วมีน้ำอุ่นไหลออกมา ผมบอกตัวเองว่า ที่นี่แหละ เราจะพยายามอยู่ให้นานที่สุด
 
      ผมใช้ชีวิต กินดื่มของที่อยู่ในตู้เย็นจนอิ่มแปล้ จนหลายชั่วโมงต่อมาผมก็เริ่มง่วงนอน ผมออกวิ่งรอบห้องจนเหงื่อออก แล้วก็ไปอาบน้ำ ออกมาก็หาน้ำอัดลมกิน ซึ่งดูเหมือนว่าตู้เย็นตู้นี้มีของให้กินอย่างไม่จำกัด (ซึ่งก็ดี) เวลาผ่านไปอีกหลายชั่วโมง ดูเหมือนการวิ่งจะทำให้ผมง่วงเร็วกว่าเดิม ผมพยายามแข็งใจให้ได้นานที่สุด แต่ทว่าความง่วงก็ไม่เคยปราณี ไม่เคยเลยแม้สักครั้งเดียว...

ในโลกที่ไร้กฎเกณฑ์ สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปทุกวัน เหตุผลถูกทำให้เลือนหายไป และกลับมาใหม่ทุกวัน ตราบใดที่โลกทรงกลมยังคงหมุนอยู่ จะไม่มีทฤษฎีไหนที่จะอยู่คงทนถาวร ความแน่นอนจะยังคงหาได้อย่างยากยิ่ง

กระต่ายจอมกระโดด

posted on 28 Dec 2010 13:06 by fatb0y
เมื่อหลายสิบปีก่อนยังกระต่ายตัวหนึ่ง มันได้รับพรวิเศษ ให้สามารถกระโดดข้ามกาลเวลาได้ มันดีใจ กระโดดโลดเต้น ป่าวประกาศไปทั่วว่าตนเองพิเศษกว่าคนอื่น ต่อมาสรรพสัตว์ต่างก็เดินทางมาการกระต่ายเพื่อขอให้ช่วยกลับไปแก้ไขอดีตให้ กระต่ายน้อยกระโดดกลับไป 1 ครั้ง 2 ครั้ง 3 ครั้ง จนนับไม่ถ้วน ขณะเดียวกันสิ่งต่างๆ รอบตัวกระต่ายน้อยก็เริ่มเปลี่ยนไป ทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งกระต่ายน้อยสังเกตุเห็น
 
กระต่ายน้อยตัดสินใจหลีกหนีจากทุกคนที่่รู้จักและคุ้นเคย ทว่ามันก็ยังถูกตามตัว จนกระทั่งกลายเป็นตามล่า ในที่สุดกระต่ายน้อยก็เลือกที่จะกระโดดหนีไป ไปอยู่ในที่ที่ทุกคนไม่รู้จัก มันย้อนเวลา มันไปอนาคต มันไปทุกที่ แต่ไม่มีที่ไหนถูกเรียกว่าบ้าน
 
นี่เป็นเรื่องเล่าของกระต่ายตัวนี้ ผู้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ห่างจากบ้าน พ่อ แม่ พี่ น้อง หลายยุคหลายสมัย...
 
กลางเมืองใหญ่ในโลกอนาคต โลกที่ทุกคนไม่สื่อสารกันด้วยวาจา มนุษย์ส่วนมากติดต่อสื่อสารผ่านคลื่นไฟฟ้า ที่จะส่งจากสมองคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนกลุ่มน้อยที่ยากจนและหัวโบราณ ยังคงสื่อสารกันด้วยการพูดคุยปกติ พวกเขาถูกมองเป็นพวกนอกคอก และเป็นชนชั้นที่ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย 
 
กระต่ายน้อยเดินเล่นไปตามถนนที่ผู้คนแออัด การเป็นกระต่ายแม้จะดึงดูดสายตาผู้คนแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
 
"ขอโทษครับ" กระต่ายน้อยทักคนขายฮอตดอกริมทาง "ไอ้นี่ขายยังไง"
คนขายฮอตดอก มองกระต่ายน้อยด้วยความฉงน แต่ทว่าตนลืมวิธีที่จะพูดด้วยวิธีปกติไปแล้ว จึงทำได้แต่ใช้ภาษากาย และโบกไม้โบกมือเป็นจำนวนราคา
"ขอโทษครับ ผมไม่เข้าใจ" กระต่ายน้อยสิ้นหวัง มันกระโดดข้ามกาลเวลามาซึ่งใช้พลังงาน และทำให้หิวมาก
 
กระต่ายเดินคอตกและจากไป แม้พ่อค้าจะพยายามเรียกสักเท่าไหร่ เจ้ากระต่ายก็ไม่สามารถเข้าใจและได้ยินได้
 
พลบค่ำ กระต่ายน้อยที่อิดโรย พบตัวเองอยู่ในตรอกแคบๆ และดูสกปรก มันคิดว่ายังไงวันนี้คงได้คุ้ยขยะอีกเป็นแน่ มันเิดินตรงไปยังกองขยะ และเริ่มสำรวจกองขยะที่ส่งกลิ่นคลุ้งนี้
 
จู่ๆ กองขยะก็เคลื่อนไหว กระต่ายน้อยตกใจกระโดดถอยหลัง บางสิ่งหรือบางอย่างโผล่ออกมาจากกองขยะ กระต่ายน้อยตั้งใจจะกระโดดข้ามเวลาหนี แต่เรี่ยวแรงที่เหลือน้อยทำให้มันทำได้แค่กระโดดสั้นๆ ไปข้างหลังเท่านั้น
 
"ว่าไง" เสียงของชายจรจัดดังออกจากปากที่ปกคลุมด้วยเคลายาวสีดำหยิก
 
เจ้ากระต่ายยังคงช็อกอยู่...
 
"อ้าว นายเป็นกระต่ายนี่" ชายจรจัดดูแปลกใจ "แต่ว่าตัวใหญ่ไปหน่อยรึเปล่า"
 
กระต่ายน้อยพยายามตั้งสติที่กระเจิง
 
"หิวหรือเปล่า" ชายจรจัดชูขนมปังที่ถูกกัดเหลือครึ่ง
 
กระต่ายน้อยหายใจเป็นปกติ 
 
"คือ..." กระต่ายออกปาก ทำให้ชายจรจัดฉงนมากยิ่งขึ้น "ผมกำลังหลงทาง และหิวมากด้วยครับ"
 
"ว้าว..." ชายจรจัดกระโดดออกจากถังขยะ "นายพูดได้ด้วย... พวกเราดูสิ ตรงนี้มีกระต่ายพูดได้ด้วย" สิ้นเสียง ก็มีคนแต่งตัวโทรมๆ อีกหลายคนโผล่ออกมาจากกล่อง จากถังขยะ หรือตามมุมตึกที่มืดสนิท 
 
กลุ่มคนเหล่านี้ประกอบไปด้วยชายหญิงทุกเพศทุกวัย ซึ่งล้วนแต่แต่งตัวปอนๆ กันทั้งนั้น
 
"สวัสดี" กระต่ายโบกมือทักทายอย่างเหนียมอาย...
 
(จบตอนแรก ผู้เขียนเหนื่อยชีวิตเหลือเกิน)

2nd Idea

posted on 11 Oct 2010 09:47 by fatb0y
สวัสดีครับ หลังจากที่ได้ส่งไอเดีย Team Detective ไปแล้ว ดูเหมือนเสียงตอบรับจะเงียบเชียบเป็นคืนเดือนมืด(กะไว้อยู่แล้ว) แต่ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อเราต้องการเสนอ แค่มีคนเผลอคลิ๊กเข้ามาก็ไม่เป็นไร(พอใจและ) ผมก็หยิบเอาไอเดียเก่าของผมมาเสนอต่อดีกว่า

 

ไอเดียนี้เป็นไอเดียเกี่ยวกับการ์ตูน(หนังสือการ์ตูนนะครับ) เมื่อราว 2 ปีที่แล้ว ขณะกำลังนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ผมก็เกิดความคิดประหลาดขึ้น มันคือการ์ตูนที่จะสามารถใส่ความเป็นไทยเข้าไปได้ โดยที่ไม่จงใจจนเกินไป ซึ่งเมื่อมาพิจารณาดูแล้ว การ์ตูนญี่ปุ่นก็มักจะทำอย่างนั้นเช่นกัน ไม่ว่าจะกล่าวถึงขนบธรรมเนียมประเพณีโดยแทรกมาในเนื้อเรื่องอย่างแนบเนียน ซึ่งนั่นทำให้เราซึมซับมันโดยไม่รู้ตัว บางเรื่องก็ใส่ในส่วนของตำนานเรื่องเล่าท้องถิ่นลงไป ดีไม่ดีเด็กไทยบางคนจะทราบเรื่องเล่าท้องถิ่นของญี่ปุ่นดีกว่าบ้านเราเสียอีก อย่างเทศกาลไวท์ช็อคโกแลตของญี่ปุ่น เหตุการณ์มันมีอยู่ว่า แฟนผมอยู่ๆ ก็พูดถึงเทศกาลนี้ขึ้นมา โดยบอกว่ามันเป็นวันที่ผู้ชายต้องให้ช็อคโกแลตผู้หญิงซึ่งตรงข้ามกับวันวาเลนไทน์ ตอนนั้นผมงงเต็กเลย ไรวะ… จนผมได้ดูการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนึง และในนั้นก็มีการกล่าวถึงเทศกาลนี้เช่นกัน ผมจึงถึงบางอ้อ (มันไปจำมาจากการ์ตูน)

 

ตอนนั้นผมจึงคิดว่าเราน่าจะมีการ์ตูนที่กล่าวถึงอะไรที่เป็นไทยๆ ลงไปบ้างอย่างเนียนๆ แต่ที่ผมสังเกตเห็นการ์ตูนไทยในตอนนั้นส่วนมากมักจะกล่าวถึงความเป็นแฟนตาซีเสียมาก ซึ่งมันก็โอเคอยู่ แต่ทว่าความเป็นแฟนซีนั้นดันมีกลิ่นอายของต่างชาติเสียเยอะ น่าเสียดายเหมือนกัน...

 

ผมลองค้นดูในเน็ตและหาคนที่จะวาดการ์ตูนให้ผมที่จะเขียนเนื้อเรื่องเอง โดยเนื้อเรื่องจะกล่าวถึง โลกที่แตกต่างจากนี้ มันเป็นยุคเก่าแก่ น่าจะราวสุโขทัย หรืออยุธยาได้ ยังมีป่าผืนหนึ่งซึ่งชาวบ้านระแวกนั้นเรียกว่า “ป่าต้องห้าม” ผืนป่าขนาดใหญ่กินพื้นที่ไกลสุดลูกหูลูกตา เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแปลกพิสดาร ผมให้ชื่อแก่ป่านี้ว่า “ป่าหิมพาน” โดยการ์ตูนเรื่องนี้ก็ชื่อ “หิมพาน” เช่นกัน ในตอนนั้นผมวางโครงเรื่องไว้เกี่ยวกับเด็กสามคน ที่ออกผจญภัยจากหมู่บ้านสู่ป่าหิมพาน พบกับสัตว์แปลกประหลาด พร้อมทั้งเรื่องราวลี้ลับมากมาย

 

การ์ตูนเรื่องนี้จะใส่สัตว์ในเทพนิยายไทยจนแน่นเอี๊ยดพร้อมประวัติและเงื่อนไขการปรากฏตัวตามวรรณคดีไทยทุกอย่าง ในตอนนั้นมีคนตกลงจะวาดรูปให้ผม เราติดต่อกันทางอีเมลอยู่พักใหญ่ จนได้ตัวละครทั้งสามออกมา แต่ที่น่าเสียดายที่หลังจากนั้นคนวาดรูปให้ผมก็หายจ้อยไป ผมก็ได้แต่ทำใจและเก็บโครงการนี้ไว้ในใจตั้งแต่นั้น

 

มันเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ทำไงได้เราวาดรูปไม่เก่งเองนี่นา

 

สุดท้ายนี้ผมเลยอยากจะถามความเห็นเพื่อนๆ หน่อยว่าไอเดียนี้เป็นไงมั่ง

 

Fatb0y

edit @ 11 Oct 2010 09:48:28 by fatb0y