ชายผู้อยู่ท้ายรถพ่วง

posted on 02 Sep 2009 14:14 by fatb0y
ช่วงเย็นของวันหนึ่งในฤดูที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ผมไม่อาจเดาได้ว่าตกลงมันเป็นฤดูอะไรระหว่างฤดูฝนซึ่งมักจะตกในช่วงเย็น ดึก ตอนเช้า ตอนกลางวัน หรือฤดูหนาวที่พระอาทิตย์ตกดินเร็วที่จนเหลือเชื่อ ผมเลิกคิดเรื่องพวกนี้ได้หลายเดือนแล้ว
          ผมยังคงใช้เส้นทางเดิมๆในการขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจกลับบ้าน จนมาวันนี้ก็ย่างเข้าปีที่สองแล้วที่มันและผมไปทำงานและกลับบ้านพร้อมกัน เมื่อเร็วๆนี้เราทั้งคู่เพิ่งได้รับบาดแผลเล็กๆน้อยๆไว้คอยเตือนใจว่า "เมาไม่ขับ" มา แต่ก็เหมือนบาดแผลอื่นๆไม่นานมันจะเลือนหายไป
          ถนนสองสามสายแรกนั้น เราใช้ความเร็วเท่าที่จะเร็วได้ (80 km/hrs) วิ่งลิ่วมาอย่างรวดเร็ว พลางนึกในใจว่า วันนี้ทำเวลาดีเหมือนเคยเลยแฮะ
         ผมวิ่งมาจากถนนพระรามเก้าก่อนจะเลี้ยวขวาที่แยกพระรามเก้าเข้าถนนเรียบทางด่วนรามอินทรา ผมขับรถด้วยความเร็วเท่าเดิมเรื่อยไป จนกระทั่งมีรถบนถนนเต็มไปหมด
        "รถติดซะแล้ว" ผมพูดกับตัวเองภายใต้หมวกกันน๊อกสีดำเต็มไปด้วยร่องรอยขีดข่วน (ซึ่งเกิดจากที่ผมทำหล่นบ่อยครั้ง)
       เราควบมาด้วยความเร็วที่ลดลง และขับเป๋ไปมาหลายรอบเพื่อหลบกระจกมองข้างของรถยนต์ ผมมองนาฬิกาข้อมือ ผมยังคงทำเวลาดีอยู่แม้ว่ารถจะติดออกสักหน่อย (ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกวัน)
          ผมขับรถข้ามสะพานแรก ผ่านถนนลาดพร้าวที่รถติดเป็นตังเม (ทุกวันเหมือนกัน) ยิ่งหน้าบิ๊กซีลาดพร้าวไม่ต้องพูดถึง รถประจำทางจำต้องจอดเลนส์ที่สองเป็นบางครั้งเลยทีเดียว
          ดูเหมือนถนน รถคันอื่นๆ และบรรยากาศจะเป็นใจให้เราทั้งคู่โลดแล่นไปบนถนนเหมือนทั้งโลกมีแค่ผมกับคันแดงๆที่ผมขับอยู่นี้
          แต่แล้วจู่ๆผมก็เห็นหางแถวของรถที่ติดยาวเหยียด และด้วยความไม่อยากเสียเวลาผมจึงค่อยขับรถเลาะไปตามทางที่คิดว่าโล่งที่สุด ผมขับ บรื้นๆ มาเรื่อยๆจนถึงหัวแถว สิ่งแรกที่ผมเห็นคือตำรวจ!
         ผมตกใจนิดหนึ่ง (เพิ่งได้ใบขับขี่คืนมาหลังจากถูกยึดอยู่นาน) ผมยังไม่อยากโดนตำรวจเรียกและแจกใบสั่งผมด้วยข้อหาที่ผมอาจจะคาดไม่ถึง ผมมองไปทางซ้ายมือเห็นรถพ่วงคันใหญ่จอดอยู่ริมทางเท้า
         "ดักจับอะไรหรือเปล่าวะ" ผมพูดกับตัวเองพลางขับเข้าไปใกล้ๆ ด้วยความคิดที่ว่า ตำรวจอาจดักรถให้ทางแก่รถที่ลงมาจากทางด่วนก็ได้ ผมเลยไม่กลับทีจะขับไปหัวแถวและจอดอยู่หน้าตำรวจ
        ผมมักจะฟังเพลงระหว่างขับรถโดยใส่หูฟังไว้ที่หูทั้งสองข้างก่อนสวมหมวก ซึ่งนั่นทำให้ผมได้ยินเสียงรอบข้างเบาลง แต่ระยะหลังมานี้เนื่องจากว่าการฟังเพลงเสียงดังและนานๆติดต่อกันอย่างผมอาจจะทำให้หูเสียก่อนวัยอันควร ผมจึงเบาเสียงลงนับตั้งแต่ที่ผมคิดได้ และด้วยเสียงเพลงเบาๆที่เปิดอยู่ ผมจึงได้ยินคำพูดของตำรวจแม้ไม่ชัดเจนแต่ก็ฟังรู้เรื่อง
       "เอ้าพวกผู้ชาย ช่วยเข็นรถหน่อย" ตำรวจนายยั้นพูดกับผม หรือกลับใครก็ไม่รู้ เพราะแถวนั้นมีมอเตอร์ไซค์จอดงงอยู่ 2-3 คัน
          ผมมองไปยังริมทางเท้า มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ก่อน 4-5 คัน ผมมองมอเตอร์ไซค์ที่ขับต่อไปโดยไม่สนใจตำรวจ ตอนนั้นเองที่ผมเลี้ยงรถและไปจอดริมทางเท้า หยิบโทรศัพท์ที่ต่อกับหูฟังเอามาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต แล้วเดินไปท้ายรถพ่วง ซึ่งมีคนยืนรออยู่แล้ว 4-5 คน
           ครู่ต่อมาก่อนที่พวกเราจะเริ่มเข็นรถพ่วง ก็มีคนมาสมทบอีกเยอะแยะมากมาย จนกลับกลายเป็นว่าไม่มีที่พอจะแทรกตัวเข้าไปดันรถเลยทีเดียว 
          ตอนนั้นผมได้แต่คิดในใจว่าไหนๆก็ลงมาแล้วขอเข็นหน่อยเถอะว่ะ ผมบรรจงแทรกตัวเข้าไประหว่างชายสองคน ดันส่วนที่ต่ำสุด ต่ำกว่าทุกคน ออกแรงดัน ก้มหัวที่สวมหมวกกันน๊อกไปข้างหน้าซึ่งมันเบียดคนข้างๆจนเขาต้องเขยิบออก ผมว่าเขาต้องคิดว่า ไอ้นี่จะเบียดมาไมว่ะ 
        ผมลองดันโดยใช้ท่าเหมือนในการ์ตูนที่เคยอ่าน มันบอกไว้ว่าถ้าจะให้ออกแรงได้ดีจะต้องดันโดยที่พยายามเก็บก้นเข้ามา เนื่องจากการ์ตูนนั้นมีรูปภาพผมจึงทำท่านได้ใกล้เีคียง และมันได้ผลเสมอ ผมรู้สึกว่าผมออกแรงดันรถได้ดีกว่าแต่ก่อนที่มักจะโก่งก้นออกมา ตั้งแต่นั้นผมก็มักจะดันรถหรืออะไรก็ตามในท่านี้เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมทดลองทฤษฎีทันที เนื่องจากที่แล้วๆมาผมมักจะใช้ดันพวกรถเก๋งหรือรถกระบะซึ่งมันเล็กกว่า และท่าเข็นรถไหนๆก็เข็นมันได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น รถพ่วงนี่เหมาะที่ผมจะลองท่านี้ที่สุด
       ผมออกแรงดันไปได้ไม่กี่วินาทีรถพ่วงก็เริ่มเคลื่อนตัว แต่คงไม่ใช่เพราะผมหรอก คงเป็นเพราะมีหนุ่มๆเป็นสิบช่วยกันดันอยู่อย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้นผมก็คิดว่าแรงของผมก็มีส่วนช่วยเหมือนกัน
        เราเข็นไปได้หน่อยหนึ่งตอนที่เขาบอกว่าพอแล้วและรถก็ค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้า ตอนนั้นผมคิดว่าเข็นเพื่อให้รถสตาร์ทติด แต่เมื่อขับรถจากมาและเห็นข้างหน้าของรถพ่วงนั้น จึงเข้าใจว่ารถลากไม่สามารถลากรถพ่วงที่จอดอยู่ตรงทางลาดไปได้
          วันนั้นผมขับรถกลับบ้านด้วยใจเบิกบาน วันนี้เหมือนเราจะทำความดีนะเนี่ย ผมสงสัย แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน (ซึ่งเร็วกว่าแต่ก่อน) ผมก็รีบอัดเต็มที่ (80km/hrs) แ้ล้วตรงกลับบ้านทันทีจนลืมที่จะเขียนบล็อคเล่าถึงเหตุการณ์นี้ในคืนวันนั้น
            เมื่อมองย้อนไปคนไทยนั้นก็ขี้อายเหมือนกัน เพราะหากไม่มีใครเริ่มทำอะไรสักอย่างก่อนคนที่เหลือก็จะได้แต่ยืนมองและคอยมองหาว่าใครจะเป็นคนเริ่ม แต่เมื่อมีคนที่ 1 แล้ว คนต่อๆไปก็จะตามมาโดยง่าย จึงไม่แปลกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คนเราจะทำความดีนั้น หากอยู่คนเดียวเดี่ยวๆนี่มันทำยากกว่าอยู่กันเป็นหมู่คณะอย่างเทียบกันไม่ติดเลย

Comment

Comment:

Tweet

ถูกแผงเลยค่ะ เมื่อมีคนนำแล้ว ก็จะมีคนตามเอง
นำดี ตามดี ^ ^

#1 By prigpon on 2009-12-11 21:23