นีน่านั่งอยู่ในเรือพายลำเล็กกลางทะเลสาบที่เงียบสงบ ทะเลสาบดูเหมือนจะกว้างใหญ่กว่าที่คิดไว้นิดหน่อย เธอเช่าเรือสำหรับพายเล่นในทะเลสาบจากลุงที่เปิดร้านอยู่ริมทะเลสาบ

                จากคำบอกเล่าทะเลสาบนี้มีชื่อว่า บิ๊กเลค เป็นชื่อที่ทำให้เห็นภาพพจน์ได้ดีจริงๆ เธอคิด ในตอนนั้นเป็นช่วงเช้าตรู่หลังจากที่เธอหนีมาได้ 3 วัน เหตุการณ์ยังคงไม่เป็นปกตินัก เธอจำต้องเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์นิดหน่อยเพื่อการอำพรางตัว

                น้ำทะเลนิ่งเงียบ หมอกเบาบางลอยตัวอยู่บริเวณผิวน้ำโดยรอบ ที่เห็นเงาดำไกลนั่นคือหน้าผาซึ่งเมื่อมองขึ้นไปจะเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่อย่างวางท่า นีน่าพายเรืออย่างชำนาญตรงไปยังโขดหินบริเวณหน้าผา ระหว่างนั้นเธอก็จะมองไปยังคฤหาสน์เพื่อเฝ้ามองว่ามีใครโผล่ออกมาดูหรือเปล่า และเมื่อเห็นว่าปลอดคนเธอจึงรีบพายอย่างรวดเร็วจนถึงที่หมาย

                หญิงสาวมองดูที่โขดหินแล้วถอนหายใจ กล่องนิรภัยไม่ได้อยู่แถวนั้น เธอคิดว่ามันคงจะจมลงไปข้างล่างอย่างแน่นอน ซึ่งทำให้เรื่องมันยากเข้าไปอีก เพราะน้ำในตอนนั้นเย็นมาก

                เธอตัดสินใจถอดเสื้อและกางเกงออกเหลือเพียงชุดชั้นใน หลังจากลองเอามือจุ่มน้ำ 2-3 วินาที เธอก็ตัดสินใจหย่อนตัวเองลงน้ำอย่างระมัดระวัง ศีรษะที่โผล่พ้นน้ำสั่นเทาด้วยความหนาว เธอกลั้นใจลากเรือพายให้เข้ามาติดอยู่ในซอกหิน เมื่อขยับจนแน่ใจแล้วว่าเรือจะไม่ลอยหายไปตอนเธอดำน้ำ เธอก็ปล่อยมือจากกราบเรือ

                นีน่าเดาหาจุดที่กล่องน่าจะจมอยู่ก่อนจะดำลงไปใต้น้ำที่มืดและเงียบสงัด เธอลืมตาขึ้นเพื่อมองดูรอบๆแต่ก็เปล่าประโยชน์เมื่อพื้นที่โดยรอบนั้นมืดมิดไปหมด เธอพยายามมองหาให้นานเท่าที่อากาศที่เหลือในปอดจะเอื้ออำนวย แล้ววินาทีต่อมาเธอก็โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ สูดอากาศอย่างหิวโหย ความรู้สึกผิดหวังแล่นเข้ามาในสมอง เธอคิดว่าคงจะอดของมีข้าในกล่องนั้นไปเสียแล้ว และตอนนั้นเองที่เธอว่ายเข้าไปในกลุ่มโขดหินและพบว่าบริเวณนั้นน้ำตื้นแค่เอวเท่านั้น

                นีน่าเริ่มมีหวัง เธอเดินและมองหาตามช่องระหว่างโขดหิน ไม่นานเศษผ้าที่พันกล่องนิรภัยก็ปรากฏให้เธอเห็น มันลอยอย่างสิ้นหวังอยู่ในกลุ่มโขดหิน หญิงสาวไม่รอช้าเธอรีบเดินไปทันทีพร้อมกับฟันที่สั่นกระทบกันอยู่ในปาก

                กล่องนิระภัยพังฝากล่องเผยอออกเล็กน้อย นีน่าหยิบกล่องขึ้นมาพร้อมน้ำหนักที่มากขึ้น เธอเทน้ำออกอย่างลำบาก ก่อนจะวางมันลงบนโขดหินผิวเรียบใกล้ๆ เปิดงัดฝาจนเปิดออก ภายในมีเพียงกล่องเล็กๆทำด้วยไม้เท่านั้น เธอมีสีหน้าผิดหวัง แต่ก็หยิบกล่องไม้ออกมาอย่างช่วยไม่ได้ กล่องไม้มีลวดลายสวยงามสีทองเต็มไปหมด เธอคิดว่าอย่างน้อยกล่องนี้ก็น่าจะมีราคาอยู่บ้าง เธอเปิดกล่องใบเล็กในมืออย่างรวดเร็ว ภายในมีแหวนเพชรอยู่หนึ่งวง ตัวแหวนเป็นเงินบริสุทธิ์ หัวแหวนทำจากเพชรแวววาว นีน่าลองสวมแหวนกับนิ้วมือของเธอ เธอมองแหวนอย่างชื่นชมก่อนจะถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบันด้วยความหนาวเย็นของคลื่นที่พัดโดนตัวเธอ น้ำกำลังจะขึ้น

 

แดชตื่นขึ้นมาในห้องที่ไม่ค่อยสะอาดนักของโรงเตี๊ยมชื่อ ม้าพยศ เจ้าของโรงเตี๊ยมคิดว่ามันฟังดูดุดันดี เด็กหนุ่มจ่ายค่าที่พักหลังจากทานอาหารเช้าซึ่งเป็นสลัดผักกับเนื้อตากแห้งจนแห้งมากๆ 2 ชิ้น เขารู้สึกว่าอาหารเช้าจะอยู่ในกระเพาะของเขาไปอีกนานจนอาจจะถึงเย็นเลยทีเดียว

                จอมเวทย์หนุ่มสำรวจหินอัคคีในกระเป๋า มันยังคงส่งพลังอุ่นๆออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่คราวนี้มันส่งจิตมุ่งร้ายออกมาด้วย ซึ่งแดชคิดว่าอินเฟอร์โนคงจะได้สติแล้ว แต่เขาไม่กลัวเพราะเขาใช้เวทมนต์เป็นและรู้วิธีที่จะควบคุมมัน

                แดชยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยม ครุ่นคิดถึงแผนการครั้งต่อไป เขาไม่ได้ข่าวคราวของกีสเลยที่นอร์ทสตาร์ เขารู้สึกเสียเที่ยวอย่างมาก ทุกอย่างดูผิดแผนไปหมด ตอนนี้จะทำอะไรดีหละ เขาคิดเงียบๆ

                ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกผิดปกติ เมืองนี้เงียบเกินไป ผู้คนที่มักจะเดินกันขวักไขว่ ส่งเสียงเอะอะหรือทะเลากัน ทุกอย่างหายไปหมด แม้แต่ที่โรงเตี๊ยม ทุกคนเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง ถ้าเป็นตอนกลางคืนที่โจรชุกชมก็ไม่แปลก แต่นี่กลางวันแสกๆ

                แดชเริ่มไม่วางใจในสถานการณ์ตอนนี้ นี่เรามาผิดเวลาหรือเปล่านะ เขาพูดพลางออกเดินสำรวจรอบๆเมือง แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ชาวบ้านอยู่แต่ในบ้านหรือร้านของตัวเอง เขาบังเอิญพบเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งออกจากร้านขายอาหารพร้อมกับถุงกระดาษในมืออย่างรีบร้อน เขารีบวิ่งไปดักหน้าทัน

                เด็กหญิงตกใจแต่ไม่กล้าส่งเสียง เธอหลับตาและกอดถุงอาหารไว้แน่

                ใจเย็นก่อนสาวน้อย แดชรีบพูด เขาไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ ฉันไม่ทำอะไรหนูหรอก แค่มีคำถามนิดหน่อย

                เด็กหญิงค่อยลืมตา แต่ยังคงไม่พูดจาโต้ตอบ

                หนูพูดได้หรือเปล่าจ๊ะ เขาอ่อนโยนที่สุด

                เด็กหญิงพยักหน้า

                เยี่ยมเลย แดชดีดนิ้ว เกิดเสียงเปาะเบาๆ ซึ่งทำให้เด็กหญิงสะดุ้ง หนูชื่ออะไร ฉันชื่อแดช

                ซูริ

                งั้นเราก็รู้จักกันแล้ว ยินดีที่ได้รู้จักนะ แดชยิ้ม เด็กหญิงดูผ่อนคลายลง นี่ฉันถามหน่อยสิ เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมเมืองมันเงียบอย่างนี้หละ เท่าที่ฉันจำได้มันไม่เคยเงียบอย่างนี้นี่นา แดชสังเกตว่าหมอกเริ่มลงแต่ก็ไม่สนใจ

                เด็กหญิงสะดุ้งเมื่ออากาศเย็นลงอย่างเฉียบพลัน เธอมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง ก่อนจะออกวิ่งตรงกลับบ้านทันที

                แดชตกใจเช่นกัน เขาวิ่งตามเด็กหญิงไปติดๆ ไม่นานเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของเด็กหญิง ซึ่งพ่อและแม่ของเธอแอบมองออกมาทางหน้าต่างเฝ้าคอยว่าเมื่อไหร่ลูกสาวจะกลับมา และเมื่อเห็นเด็กหญิงรีบวิ่งมา ประตูบ้านก็เหวี่ยงตัวเปิดออก รับเด็กหญิงเข้าไปและปิดลงอย่างรวดเร็ว

                เป็นอะไรไหมลูก พ่อขอโทษ คนเป็นพ่อเกือบร้องไห้ ส่วนคนเป็นแม่น้ำร้องไห้ไปเรียบร้อยแล้ว

                ซูริไม่เป็นอะไรหรอกฮะ เขาอยู่กับผม แดชทักขึ้นขัดจังหวะ คนทั้งสามในบ้านร้องประสานเสียงอย่างตกใจ

                เจ้าเข้ามาได้ยังไง พ่อของซูริรีบพูด พลางใช้ตัวกันลูกสาวและภรรยาออกห่างจากแดช

                ผมขอโทษจริงๆ แต่ว่าผมอยากจะถามคำสังนิดหน่อย แดชพยายามยิ้ม อันที่จริงเขาก็กลัวว่าหัวหน้าครอบครัวจะทำอะไรแปลกๆและอันตราย ผมไม่ทำอันตรายพวกคุณหรอก ถามซูริดูก็ได้นะ

                เขาเป็นคนดีนะพ่อ เด็กหญิงพูดอย่างกล้าๆกลัวๆ

                ลูกไว้ใจคนง่ายเกินไปแล้วนะจ๊ะ ผู้เป็นแม่เตือน

                คุณกลับออกไปเสียเถอะ หัวหน้าครอบครัวกล่าว

                ผมจะไปทันที เพียงแค่พวกคุณช่วยบอกหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้กันแน่

                หัวหน้าครอบครัวดูลังเลๆ เขามองหน้าภรรยาเพื่อขอความเห็น เธอมองตอบกลับโดยไม่พูดอะไร มือทั้งสองจับบ่าของลูกน้อยเอาไว้

                ก็ได้ พ่อของซูริกล่าวเพื่อทำให้ปัญหานี้มันจบลงเร็วยิ่งขึ้น คุณเห็นหมอกข้างนอกนั่นหรือเปล่า

                อืม

                เสนาธิการของอิมพีเรียลปิดเมืองของเราด้วยหมอก ทหารของเขาหลายพันคนรวมทั้งนายพลซึ่งตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเป็นใครเพ่นพ่านอยู่ข้างนอกนั่นเพื่อตรวจตรา หนุ่มใหญ่กล่าว สีหน้าเคร่งเครียด

                ดอนเซโต้ยอมได้ยังไง แดชแทรก เขาคิดว่าดอนเซโต้น่าจะเข้าขัดขวางทุกวิถีทางเสียอีก อย่างน้อยเขาก็เคยคิดอย่างนั้น

                เจ้ารู้จักดอนเซโต้ด้วยงั้นรึ พ่อของซูริกล่าวอย่างไม่เชื่อหู

                เคยเจอกันเมื่อ 3 ปีก่อน

                แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้เลยจริงไหม เขาลูบหัวลูกน้อย ในเมื่อเจ้ารู้จักกับดอนเซโต้ งั้นก็คงไม่ใช่คนร้ายอะไร เขากล่าวอย่างผ่อนคลาย

                ผมก็บอกไปแล้วนี่ไม่ได้เป็นคนร้ายอะไร แดชรีบแย้ง

                งั้นเราควรจะนั่งคุยกัน เพราะเรื่องมันซับซ้อนเกินกว่าที่เจ้าจะเข้าใจเพียงแค่การอธิบายสั้นๆ เขาเชิญให้แดชนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ตั้งล้อมรอบโต๊ะกลมกลางบ้านเพื่อรับแขก โดยที่พ่อแม่ของซูริก็นั่งลงบนเก้าอี้ที่เหลืออีกสองตัว และซูริวิ่งเข้าไปเล่นในห้องนอนที่อยู่ห้องถัดไป

                ผมชื่อมาคัส และนี่ลูน่า พ่อของซูริแนะนำตัว

                เอ่อ... แดชตกใจนิดหน่อย เขาลืมมารยาทไปเลย มัวแต่จะหาคำอธิบายอย่างเดียว ผมแดช ยินดีที่ได้รู้จักครับ เขาเขย่ามือของมาคัสต่อด้วยลูน่า

                ตกลงบอกได้หรือยังครับว่าอิมพีเรียลปิดเมืองนี้ได้อย่างไร และดอนเซโต้ทำไมถึงปล่อยให้เป็นแบบนั้น แดชถามตรงประเด็น

                เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน จู่ๆนายพลคนหนึ่งของอิมพีเรียลก็เดินทางมาที่เมืองนี้ เขามาตามหาคน ดูเหมือนจะเป็นกบฏหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ

                ถึงตรงนี้แดชเดาได้ว่าต้องเป็นคนใดคนหนึ่งที่เขาเคยเจออย่างแน่นอน พอจะรู้ชื่อนายพลคนนั้นหรือเปล่า เขาถามต่อ

                อืมรู้สึกว่าจะชื่อ... มาคัสครุ่นคิด สว๊อด ใช่แล้ว สว๊อดที่แปลว่าดาบยังไงหละ

                ความตื่นเต้นจางไปเพราะแดชไม่รู้จักกับนายพลคนนี้ เขาเป็นคนยังไงนะ เด็กหนุ่มคิด

                แล้วเขาเจอหรือเปล่าครับ คนที่ว่านั่น แดชถาม

                ไม่เจอ มาคัสส่ายหน้า เขาก็เลยประกาศให้ปิดเมืองแห่งนี้จนกว่าจะเจอตัวกบฏคนนั้น

                มันเป็นเรื่องเลวร้ายมาก ลูน่าแทรก ในหมอกพวกนั้นมีทหารรัตติกาลเดินป้วนเปี้ยนอยู่โดยที่เรามองไม่เห็น เธอมีแววหวาดกลัวเจือในน้ำเสียง

                แดชหายข้องใจในทันทีกับความรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวตอนอยู่ในเมืองยามที่หมอกลง

                เมื่อใดที่ทหารรัตติกาลจะออกตรวจพื้นที่ พวกมันจะทำให้หมอกลงปกคลุมไปทั้งเมือง มาคัสกล่าว เมื่อก่อนตอนกลางวันพวกชาวบ้านก็ยังใช้ชีวิตอย่างอิสระจนกระทั่งหมอกลง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากจะออกมาข้างนอกแม้ว่าจะไม่มีหมอกก็ตาม

                แดชคิดว่านี่เป็นความผิดของตนเอง แต่เขาไม่รู้ว่าไปทำให้นายพลสว๊อดคนนี้เจ็บแค้นแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่

                แล้วตกลงดอนเซโต้ไม่ทำอะไรเลยเหรอครับ แดชตัดสินใจถาม

                หายตัวไป มาคัสกล่าวสั้นๆ

 

เด็กหนุ่มตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ศาลาว่าการซึ่งเป็นที่ทำงานของดอนเซโต้เพื่อสืบหาความจริง แม้ว่ามาคัสและลูน่าจะคัดค้านเพียงใดแต่แดชก็ยังจากมาอยู่ดี เขาต้องรู้ให้ได้ว่าดอนเซโต้หายไปไหน

                เขาเดินผ่านหมอกที่หน้ามุ่งหน้าสู่ย่านชุมชนหนาแน่นที่ตั้งของศาลาว่าการ ท่ามกลางสีขาวโพลนของมองทำให้มองเห็นเพียงพื้นด้านหน้าเท่านั้น สถานการณ์ในตอนนี้ต้องบอกว่าแย่สุดๆ

                ทหารรัตติกาลกวนใจเขามากในตอนนี้เพราะว่าแดชไม่เคยเจอกับทหารพวกนั้นมาก่อนจึงทำให้ไม่รู้ว่าหากต้องปะทะกันจะรับมืออย่างไร

                ความรู้สึกถูกสะกดรอยปลุกเร้าให้แดชต้องตื่นตัว เขาหยุดเดินทุก 10 นาที มองไปรอบด้านหวังว่าจะเห็นเงาของผู้ที่เคลื่อนไหวอยู่ แต่ในใจภาวนาว่าอย่าให้เจอจะดีที่สุด

ไม่นานเด็กหนุ่มก็มองเห็นเงาสีดำทะมึนของอาคารศาลาว่าการตรงหน้า รู้สึกได้ว่าเป็นเวลาใกล้เที่ยงวันแล้ว แต่ทว่าหมอกยังไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไป วันนี้มีอะไรผิดปกติหรือเปล่านะ

ทันทีที่เดินเข้าไปยังประตู เงาร่างสองร่างก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

ห้ามเข้า มีเสียงที่ทุ้มต่ำพูดประสานเสียงกัน

ผมอยากเข้าพบดอนเซโต้ แดชกล่าวเสียงเรียบ

ตอนนี้ที่นี่ไม่ใช่ที่ทำการของดอนเซโต้อีกต่อไปแล้ว ทหารคนหนึ่งกล่าว หมอกยังคงปกคลุมร่างทั้งสองเอาไว้อย่างมิดชิด

แล้วใครกันที่อยู่ในตึกนี้

                นายพลสว๊อด

                แดชลังเล แต่เขามาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว และที่สำคัญเขารู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติ ดังนั้นวินาทีต่อมาเวลาโดยรอบกินรัศมีหลายสิบเมตรจึงหยุดนิ่ง

                แดชเดินผ่านทหารทั้งสอง ขณะเดินเข้าประตูไปนั้น เขาเพิ่งจะเห็นทหารรัตติกาลเป็นครั้งแรก พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ ไม่มีชุดเกราะ มีเพียงฮู้ดและผ้าปิดปากที่ปกปิดใบหน้าจากผู้พบเห็น ภายใต้เงามืดของฮู้ดนั้น แดชเห็นประกายตามุ่งร้ายมองไปยังที่ที่เขาเคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้ แต่นั่นไม่สำคัญอีกต่อไปเพราะเขากำลังเดินผ่านทหารทั้งสองเข้าไปยังตึกศาลาว่าการ

                ภายในยังคงเหมือนกับครั้งล่าสุดที่เขาเคยเข้ามา แดชทบทวนความทรงจำ ห้องทำงานของดอนเซโต้ควรจะอยู่ชั้นบนสุด

                แดชเดินขึ้นบันไดไปอย่างใจเย็น รอบๆนั้นไม่มีผู้คนเดินพลุกพล่านเหมือนสมัยที่ดอนเซโต้ยังอยู่ มีแต่ความเงียบเฉียบที่ชวนขนลุก สองข้างราวบันไดมีเทียนไขถูกจุดให้ความสว่างวางเรียงรายไปจนถึงชั้นบนสุด

                เวทย์มนต์คลายตัวแล้วและแดชยังคงไปไม่ถึงชั้นบน แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้กังวลเรื่องนั้นสักเท่าไหร่เพราะทหารที่เฝ้ายามด้านนอกคงไม่ทันสังเกตว่าเขาได้เข้ามาแล้ว

                ที่หน้าประตูห้องทำงาน แดชยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง บนชั้นนั้นเงียบจนผิดปกติ เขากำลูกบิดและเปิดเข้าไปในห้องทำงานที่กว้างขวาง

                สวัสดีหนุ่มน้อย เสียงชายหนุ่มวัยกลางคน เขานั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหันออกนอกหน้าต่าง

                แดชสะดุ้งอย่างตกใจ ชายคนนี้รู้ว่าเขาจะมาก

                เก้าอี้หมุนเข้ามาในห้อง ชายที่นั่งอยู่ยิ้มกริ่มอย่างไม่น่าไว้วางใจ เขามีหน้าตาที่คมเข้ม เครื่องแต่งกายเหมือนกับเพื่อนที่เหลืออีก 6 คนของเขา ชายคนนี้คือ นายพลสว๊อด

                เจ้าคงเป็นจอมเวทย์กาลเวลาสินะ สว๊อดกล่าว เขานั่งอย่างสบายใจอยู่บนเก้าอี้ของดอนเซโต้

                ดอนเซโต้หายไปไหน คุณทำอะไรกับเขา แดชเริ่ม

                เขาตายแล้ว

                อะไรนะ แดชตะลึง ดอนเซโต้ไม่น่าจะเป็นคนที่จัดการง่ายขนาดนั้น

                ก็ใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียว เจ้านั่นอึดกว่าแต่ก่อนเยอะ นายพลตอบเหมือนกับอ่านใจเด็กหนุ่มออก

                หมายความว่ายังไง คุณรู้จักกับเขางั้นเหรอ

                ใช่ เราเป็นเพื่อนกัน จนกระทั่ง...

                อะไร แดชไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตะคอกอยู่

                เจ้าและโกเลมหนีไปจากเมืองนี้ นายพลใจเย็น เมื่อสามปีที่แล้ว ข้ามาเยี่ยมเขาในฐานะเพื่อน เพื่อขอความร่วมมือในการจับกุมเจ้า

                แดชกำหมัดแน่นเตรียมปลดปล่อยพลัง แต่ประสบการณ์บอกกับเขาว่าใช้เวทย์มนต์เวลากับพวกนายพลไม่ได้ผลเพราะนายพลทุกคนมีเครื่องรางที่หักล้างเวทย์มนต์ มีแต่ต้องเรียงผู้ดูแลกาลเวลามาเท่านั้น แต่เขาไม่มั่นใจว่าจะเรียกออกมาได้หรือเปล่า เพราะการอัญเชิญแต่ละครั้งใช้พลังมากมายมหาศาล และเขาก็เพิ่งใช้ไปในช่วงเวลาไม่ถึงเดือนเอง พลังเวทย์ของเขาอาจมีไม่พอ

                ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งข้อของเขา นายพลลุกขึ้นยืน พร้อมกับที่ทหารรัตติกาลปรากฏตัวที่ประตู ทำให้แดชตกอยู่กลางวงล้อมของอิมพีเรียล และเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ข้าก็มาพบเขาอีกเพื่อขอความร่วมมือเหมือนเดิม ข้าคิดว่าเจ้าอาจจะเดินทางมาที่นี่และใช้เป็นทางผ่านเพื่อมุ่งหน้าไปช่วยเพื่อนเจ้า เขาเดินมาตรงหน้าของแดช เผยให้เห็นดาบเล่มยาวที่ห้อยอยู่ที่เข็มขัด เขากลับปฏิเสธ ข้าหมดความอดทนกับเพื่อนคนนี้ก็เลยฆ่ามันทิ้งซะ และเป็นฝ่ายมารอเจ้าเสียเอง

                แดชสะกิดใจกับคำพูดที่ว่าเขาจะมาที่เมืองนี้เพื่อเป็นทางผ่านไปช่วยกีส แต่ว่าเขาไม่รู้นี่น่าว่ากีสอยู่ไหน

                เอาหละ พอแล้วสำหรับการพูดคุยที่ไร้สาระ เจ้ากบฏแห่งคล็อกทาวน์ ยอมไปกับเราเสียโดยดี เขาชักดาบขึ้นมา พร้อมๆกับที่ทหารรัตติกาลเข้าประชิดตัวเด็กหนุ่ม

                แดชเห็นว่ายากจะหลบหนี เขาจึงยอมให้จับแต่โดยดี

Comment

Comment:

Tweet