Castle : ปริศนาคฤหาสถ์สยอง

posted on 09 Dec 2009 13:00 by fatb0y

 สวัสดีสิ้นปีครับ

 

หลังจากที่ห่างหายไปเป็นเดือน ผมเริ่มเขียนเรื่องราวใหม่ๆ ส่วนเรื่องเก่าๆ ก็กำลังเขียนเช่นเดียวกันครับ และนี่คือเรื่องราวใหม่ๆ ที่ผมพูดถึงครับ

 

 

 

ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนทำท่าเหมือนจะตก อากาศเริ่มเย็น ต้นไม้ลู่ไปตามกระแสลมอย่างไร้ทิศทาง คฤหาสถ์หลังนั้นตั้งอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ มันเป็นคฤหาสถ์ 3 ชั้น มีขนาดใหญ่โตสามารถอยู่อาศัยได้เป็น 10 คนสบายๆ มีพื้นที่ล้อมรอบบ้านกว้างขวาง มีรั้วเหล็กสีดำปลายแหลมสูงชันล้อมรอบบ้าน

ประตูคู่บานใหญ่ทำด้วยไม้เนื้อแข็งสีเข้ม สลักลวดลายแบบยุโรปสวยงามประณีต มันถูกปิดสนิทตั้งแต่ที่แถวนั้นยังเป็นป่าและห่างไกลความเจริญ หลายทศวรรษผ่านตึกระฟ้ามากมายถูกสร้างขึ้นรอบคฤหาสถ์หลังนั้นโดยไม่มีใครสนใจคฤหาสถ์หลังนั้นหรือรับรู้ว่ามันมีอยู่แม้แต่น้อย

นี่นายไม่เคยสงสัยเลยหรือไงกัน ผมถามพลางมองคฤหาสถ์หลังใหญ่ผ่านรั้วเหล็กสีดำน่าขนลุก

ฉันก็เพิ่งสังเกตุเห็นนี่แหละ จ๊อบเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน มันทำงานอยู่ที่นี่มาก่อนผม

นายทำงานที่นี่มากี่ปีแล้วเนี่ย ผมนึกฉุน เพื่อผมคนนี้เรียนจบพร้อมกับผม ซึ่งคะแนนตอนเรียนจบนั้นผมก็ทำได้ดีกว่าแต่ทว่า

วันหลังจากพิธีรับปริญญาบัตร ผมและครอบครัวได้เดินทางไปเที่ยวหัวหิน ระหว่างทางพ่อผมซึ่งเป็นเป็นขับรถเกิดเห็นบางอย่างผิดปกติ ท่านหักรถหลบอย่างกระทันหัน รถพลิกคว่ำ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ผมเห็นทุกคนยังหายใจอยู่ ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ หรือน้องสาว เราทุกคนร้องโอดโอยเรียกให้คนช่วย ผมซึ่งยังหนุ่มแน่นและมีเรียวแรงได้คลานออกมาจากตัวรถได้เป็นคนแรก ผมพยายามจะช่วยทุกคนโดยเริ่มจากน้องสาวที่อยู่และท่าทางจะออกมาได้ง่ายที่สุดก่อน ขณะที่ผมกำลังดึงมือน้องออกมานั้นผมก็เหลือบไปเห็นเศษกระจกที่ปักคอน้องอยู่ เธอเพิ่งอายุ 13 ปีเท่านั้นเอง เธอไม่ควรจะต้องมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายอย่างนี้ ผมพยายามปลอบน้องและประคองเธอออกมา แต่ทว่าเพียวไม่กี่อึดใจหลังจากที่ผมพาน้องออกมาจากรถได้ น้องของผมก็แน่นิ่งไปในอ้อมแขนของผมเอง

ผมทำใจให้เชื่อไม่ลง ที่ผมทำตอนนั้นคือวางน้องลงกับพื้นถนนอย่างเบามือประหนึ่งว่าน้องกำลังหลับอยู่ ผมตะเกียกตะกายไปที่รถเก๋งที่นอนหงายท้องอยู่บนถนน ซึ่งตอนนั้นแม้จะยังเป็นหัวค่ำแต่ก็ไม่มีรถแม้แต่คนเดียวผ่านไปให้ขอความช่วยเหลือได้ ผมไปถึงเห็นพ่อและแม่เงียบไป ผมเริ่มใจคอไม่ดี ผมก้มลงมองเห็นแม่หน้าซบอยู่กับถุงลมนิรภัยและเงียบไป ผมสะกิดเท่าไหร่ก็ไม่ขยับ ผมจับพลิกศีรษะของแม่ขึ้นมา ความรู้สึกของศีรษะที่ไร้กำลังต้านบอกให้ผมรู้ว่าเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น ผมพยามเขย่าตัวและร้องเรียกแม่ ท่านไม่ส่งเสียงใดๆ มีเพียงศีรษะเท่านั้นที่สั่นคลอนอยู่บนก้านคอที่อ่อนยวบ ผมดึงร่างของท่านออกมาโดยใช้เวลาไม่นาน และตอนนั้นเองที่มีรถคนหนึ่งผ่านมาและจอดเพื่อให้ความช่วยเหลือ ผมเห็นกลุ่มชายวัยรุ่นหลายคนวิ่งตรงมายังผมด้วยอาการแตกต่างกัน คนหนึ่งกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทางแตกตื่น อีกสองคนมองผมด้วยสายตาตะลึงและตื่นตกใจ ผมดีใจที่มีคนมาช่วยแต่ทว่าหลังจากนั้นผมก็สิ้นสติไป

ผมใช้เวลาพักฟื้นจากโรคที่หมอจิตเรียกว่าอาการช๊อคอยู่ 1 ปีเต็มๆ ในบ้านที่ไม่เหลือใคร พวกเขาบอกว่าพ่อผมเสียชีวิตทันที แม่ผมคอหัก และน้องสาวผมอย่างที่รู้อยู่แล้วคือเสียเลือดมากเกินไป ผมจำเหตุการณ์หลังจากมีคนมาช่วยไม่ได้เลย ตอนที่ผมพักฟื้นอยู่ก็มีพยาบาลมาคอยดูแล พวกเขาบอกว่าผมเหมือนกับศพที่ยังมีชีวิต

อาการของผมดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากรักษาตัวอยู่ 1 ปีเต็มๆ ผมมีความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อเข้ามาแทนที่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมพยายามนึกให้ออกก็จะรู้สึกปวดหัวรุนแรงมากจนแทบจะเป็นบ้า ผมจึงเลิกคิดถึงเรื่องเหล่านั้น เรื่องที่ผมไม่มีทางรู้และจำได้ ผมเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ตั้งหน้าตั้งตาหางานทำ จ๊อบเป็นคนแรกๆที่ติดต่อให้ผมไปสมัครที่บริษัทของมัน ผมทำตามคำแนะนำ และไม่กี่เดือนต่อมาผมจึงได้เข้าทำงานที่เดียวกับมันในย่านที่เป็นศูนย์กลางของบริษัทใหญ่ๆมากมาย ปัจจุบันผมทำงานได้ 1 ครึ่งแล้ว และผมก็เริ่มที่จะลืมเลือนและทำใจได้กับอุบัติเหตุในครั้งนั้นแล้ว

 

แล้วนายไม่คิดว่ามันแปลกบ้างหรือยังไง ผมถามพลางตักข้าวผัดใส่ปาก

อะไรแปลกว่ะ จ๊อบตอบ เราทั้งสองกำลังนั่งกินข้าวเย็นกันอยู่ในศูนย์การค้าที่อย่างห่างจากที่ทำงานไปเพียงขึ้นรถไฟฟ้าไม่กี่สถานี

คฤหาสถ์หลังเมื่อตอนเย็นนั่นไง ผมเตือนความจำ ซึ่งเพิ่งผ่านมาแค่ไม่กี่สิบนาทีเท่านั้นอง

คฤหาสถ์ไหนวะ

ก็หลังที่ใหญ่ๆ มีรั้วเหล็กสีดำสูงๆอ่ะ ที่เราเดินผ่านเมื่อตอนเย็นไง ผมพยายามนึกชื่อตึกทั้งสองที่ขนาบข้างคฤหาสถ์หลังนั้น แต่นึกยังไงก็ยังนึกไม่ออก

จำไม่ได้อะ

อะไรกัน เหมือนเมื่อหลายวันก่อนอีกแล้ว ผมคิดว่าผมเคยถามคำถามนี้กับมันไปแล้วรอบหนึ่งด้วย ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน ทำไมความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับคฤหาสถ์หลังนั้นมันอยู่ๆก็จำยากขึ้นมา

เออ ช่างเหอะ ผมเลิกสนใจไปในทันที

 

วันนี้ฉันมีนัด จ๊อบกล่าวในเย็นวันหนึ่งใกล้เวลาเลิกงาน ฉันต้องรีบไปให้ทันด้วย

                เออก็ไปดิ ผมไม่สนใจ ฉันต้องอยู่จัดการงานตรงนี้ให้เสร็จ ผมใช้มือตบเอกสารที่กองอยู่เต็มโต๊ะเบาๆ คงมืดหวะ กะจะบอกอยู่เหมือนกัน ปกติผมและจ๊อบจะกลับบ้านพร้อมๆกัน เพราะเราต้องขึ้นรถไฟฟ้ากลับเหมือนกัน

                อืม มันตอบก่อนจะเดินกลับไปโต๊ะทำงานของตัวเอง

                เสียงรถราที่อื้ออึงค่อยๆซาลง บ่งบอกว่าเวลากลางคืนเริ่มคืบคลานเข้ามา พนักงานของออฟฟิศส่วนใหญ่กลับไปหมดแล้ว เลยเพียงแม่บ้านที่กำลังจะกลับและผมที่กำลังเก็บกระเป๋า

                ขยันจังนะคุณวิท แม่บ้านทัก ตอนที่เดินสวนกันตรงประตูทางออก ซึ่งผมกำลังเดินออกไป ส่วนป้าแม่บ้านกำลังเดินกลับเข้ามาหลังจากเก็บกวาดบริเวณหน้าออฟฟิศเสร็จแล้ว

                ไม่หรอกครับ ผมยิ้มตอบ งานมันเยอะ ก็อยากให้เสร็จไวๆ ผมกล่าวลาแล้วเดินจากมา ลงลิฟท์ และออกจากตึกไป

                ผมเดินผ่านคฤหาสถ์หลังใหญ่อีก ขณะที่มองซ้ายมองขวาดูว่ามีคนอยู่แถวนั้นหรือไม่ผมก็ได้ยินเสียงดังแกร็กใกล้ๆกับประตูรั้วเหล็กสีดำสนิท ผมสนใจจึงเดินเข้าไปดูและพบว่ามันไม่ได้ล็อคเอาไว้

                เข้าไปสำรวจหน่อยดีไหมนะ ผมนึกในใจ ตอนเด็กผมจำได้ว่าชอบเที่ยวไปตามบ้านร้างกับเพื่อนๆเพื่อสำรวจและเล่นนู่นเล่นนี่ตามประสา ผมยังจำความรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเดินทางหาสมบัติในตอนนั้นได้ดี

                เท้าขวาที่ก้าวเข้าไปนั้นไม่ได้มีความกลัวเจือปนอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงความรู้สึกตื่นเต้นและสงสัยใคร่รู้ล้วนๆ ผมตรงไปยังประตูคู่บานใหญ่สีเข้มอย่างราบลื่น ไม่นานผมก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูคฤหาสถ์เสียแล้ว

                ผมหันไปมองประตูเหล็กที่เดินเข้ามา มันยังคงเป็นอ้าเอาไว้เล็กน้อย ตอนนั้นผมคิดว่าน่าจะกลับออกไปได้แล้ว เพราะหากเจ้าของบ้านมาเห็นอาจจะเป็นเรื่องเป็นราวได้ แต่มันร้างนี่หว่า อีกใจหนึ่งคิด ผมหละไม่ชอบความคิดแบบนี้จริงๆ

                ลูกบิดถูกบิดอย่างเบามือและพบว่ามันไม่ได้ล็อคเอาไว้ อะไรๆก็ดูเป็นใจไปหมดแฮะ ความกล้าค่อยเพิ่มพูนขึ้น ตอนนั้นเวลาก็สองทุ่มกว่าๆแล้ว กระเป๋าก็ยังสะพายอยู่ที่ด้านข้างลำตัว ตอนนี้ผมควรจะอยู่บ้านแต่เปล่า ผมอยู่ในคฤหาสถ์ของใครก็ไม่รู้

                น่าขนลุกชะมัด ผมกระซิบกับตัวเอง และจงใจเปิดประตูเอาไว้เผื่อว่าเกิดอะไรขึ้นจะได้วิ่งออกได้อย่างรวดเร็ว

                ประตูไร้เสียงบานพับอย่างกับมีคนคอยหยอดน้ำมันอยู่ตลอด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมหยุดคิดที่จะสำรวจคฤหาสหลังนี้แต่อย่างใด ผมเปิดประตูข้างเอาไว้ และเดินเข้าไปในตัวอาคารและปล่อยมือจากประตู ทันใดนั้นประตูก็เหวี่ยงตัวปิดอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ผมตกใจและหันไปคว้าไว้แต่ไม่ทัน ผมพยายามจะเปิดประตูแต่ก็เปิดไม่ออก ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมานิดหนึ่ง

                เมี้ยว... เสียงแมวดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้งและปล่อยมือจากลูกบิดพลางกลับหลังหันมาเผชิญหน้ากับแมวสีดำที่กำลังยืนจ้องผมด้วยด้วงตาสีเหลืองอำพันของมันอยู่

                มีคนอยู่ที่นี่งั้นเหรอ ผมกล่าวกับตัวเอง นึกในใจว่าเอาแล้วเป็นเรื่องแน่

                ไม่มีหรอก เสียงหญิงสาวดังขึ้น

                ผมถอนหายใจเมื่อได้ยินเสียงยืนยัน เอ๊ะ เสียง.... เสียงใครว่ะ

                ผมหันซ้ายหันขวาก็ไม่เห็นมีใคร มีแต่แมวที่ยืนจ้องหน้าผมอยู่ หางส่ายไปมาซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร

                แกคงไม่ได้พูดกับฉันใช่ไหม ผมโล่งอก

                ก็ใช่นะสิ เสียงนั้นตอบกลับ

                เฮ้ย ผมสาบานว่าเห็นปากแมวขยับเหมือนคนกำลังพูด