"สวัสดีคร้าบ..." ผมกล่าวทัก หญิงสาวในชุดกระโปรงที่กำลังเดินเร่งรีบเพราะกลัวเข้างานสาย

            "โถ่...คิดว่าใคร...เอกนี่เอง" ตอบหลังจากหันมาเจอผมที่กำลังส่งยิ้มอย่างแจ่มใสไปให้ "แหมอารมณ์ดีเหลือเกินนะ" เธอแซวผมด้วยรอยยิ้ม

            "เพิ่งไปถอยรถมา เมื่อวันเสาร์" ผมตอบ

            "โห รวยใหญ่แล้ว"

            "มือสองจ๊ะ คุณขวัญ" ผมตอบ

            "อ้าวแล้ว มาทำอะไรตรงนี้" เธอทัก

            ใช่ ผมมาทำอะไรตรงนี้ เราเดินคุยกันอยู่ริมถนนใหญ่ ซึ่งจะมีแต่คนที่นั่งรถประจำทางเท่านั้น ที่จะเดินผ่านตรงนี้

            "พอดีมาเช้าหนะ ก็เลยเดินออกมาหาข้าวกิน" ผมตอบตามจริง เมื่อเช้าผมมาถึงตั้งแต่ เจ็ดโมงกว่า ซึ่งกว่างานจะเข้า ก็แปดโมงครึ่งโน่น ผมเลยเดินออกมาหาอะไรกินนิดหน่อย

            "ต่อไปนี้ฉันก็ต้องยืนรอรถเมล์คนเดียวสิเนี่ย" เราสองคนเดินมาถึงตึกสีน้ำตาลเข้มสูงหลายชั้น มีพนักงานคอยช่วยเปิดประตูที่ทั้งหนาหนักให้แก่บรรดาพนักงานที่ทำงานในตึกนี้ ออฟฟิศของเราอยู่บนชั้น 19 เป็นบริษัทโฆษณาเล็กๆ มีพนักงานไม่กี่คน แต่กี่คนผมก็ไม่เคยนับจริงๆ เพราะตำแหน่งอย่างผมต้องเข้าๆ ออกๆ ออฟฟิศบ่อย จึงทำให้ไม่มีโอกาสได้พูดคุย หรือพบปะกับพนักงานในตำแหน่งอื่น

 

เราสองคนมาถึงที่ทำงาน แสกนนิ้วมือก่อนเข้าออฟฟิศ แล้วก็แยกย้ายกันไปที่โต๊ะทำงานของแต่ละคนซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน โดยมีทางเดินตัดผ่าน

            "นี่รู้อะไรไหม" ผมส่งเสียงกระซิบไปหาขวัญ

            หญิงสาวเงี่ยหูมา ทั้งที่ตายังจับจ้องบรรดาเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอจัดเรียงเอกสารได้อย่างมีระเบียบ และตระเตรียมเอกสารสำหรับทำงานในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            "ชั้นไปส่งเธอที่บ้านก็ได้นะ" ผมเสนอ อันที่จริงบ้านของเราสองคนอยู่เส้นทางเดียวกัน ผมและขวัญมักจะนั่งรถเมล์สายเดียวกันบ่อยๆ นอกเสียจากว่าจะต้องไปทำธุระที่อื่นที่อยู่นอกเส้นทางบ้านของเราสองคน

            ขวัญพยักหน้าอย่างใจลอย เธอมีสมาธิกับการเตรียมเอกสารมาก

 

ตกเย็นหลังเลิกงาน ผมและขวัญกลับจากการออกไปพบลูกค้า การเดินทางไปนั้นค่อนข้างทุลักทุเลพอควร ผมดิ้นรนขอขับรถตนเองไป ส่วนขวัญด้วยความที่เธอเป็นคนรอบคอบเสมอ จึงเลือกที่จะนั่งรถไฟฟ้าไป

            ผลปรากฏว่าผมขับหลงทางและเสียเวลาอยู่นาน เนื่องจากไม่ชินทาง ก็แน่หละเพิ่งได้รถมา 2 วัน ก็ซ่าขับไปโซนที่ไม่คุ้นเคยซะแล้ว ผลคือ ขวัญบ่นผมตลอดทางนั่งรถกลับออฟฟิศ เพราะผมเกือบไปพบลูกค้าสาย (แต่ขวัญว่าผมมาสาย ผมก็แค่เข้าห้องประชุมเป็นคนสุดท้ายในระหว่างที่เธอเตรียมจะพรีเซ็นต์งานพอดี)

            "ไปกับฉันไหม" ผมถามขณะเก็บของลงกระเป๋า

            "ไปดิ" เธอตอบ ซึ่งเก็บของเสร็จแล้วและยืนรอผมที่ข้างโต๊ะ ต้องยอมรับว่า เธอเร็วกว่าผมทุกอย่างจริงๆ

            ผมขับรถญี่ปุ่นมือสองโดยมีขวัญอยู่ข้างๆ ต้องยอมรับว่ามันรู้สึกดีจริงๆ อันที่จริง ผมไม่เคยบอกใครนะ ว่าจริงๆแล้ว ผมชอบขวัญอยู่เหมือนกัน

            เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อตอนมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ผมกับขวัญเราเริ่มงานวันเดียวกัน ผมปิ๊งเธอตั้งแต่แรกเจอ เพราะขวัญเป็นหญิงสาวที่ดูดีทีเดียว ผมพนันได้เลยว่า พวกผู้ชายในออฟฟิศที่เห็นก็ต้องคิดเหมือนกัน แต่เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้าง เธอคุยกับผมบ่อยมาก อาจเป็นเพราะเราใหม่เหมือนกันทั้งคู่ เวลามีอะไรสงสัยหรือไม่มั่นใจ เธอจะหันมาถามผมซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ

            ผมคงทำบุญมาบ้างเมื่อชาติที่แล้ว เพราะหัวหน้าจับคู่ให้เราเป็นพาร์ทเนอร์กัน คือมีหน้าที่ต้องออกไปพบลูกค้าด้วยกัน เพราะผมมีความรู้ด้านสื่อค่อนข้างดี ส่วนขวัญจะมีความรู้ด้านบริหารแบบว่าน่าทึ่งเลย

            เราสองคนพูดคุยกันประจำ (เรื่องงาน) ผมค่อยเห็นนิสัยที่ทั้งดี และไม่ดีของเธอ ไม่ว่าจะความเจ้าระเบียบ ชอบควบคุมทุกอย่างรอบตัว ร่าเริง เข้ากะคนง่าย พูดจาน่าเชื่อถือ ผมตกหลุมรักเธอลึกลงไปอีก

            แต่ทว่าบุญผมคงยังไม่ถึง เพราะขวัญมีแฟนแล้ว เป็นหนุ่มหน้าตาดี มีรถขับมักจะมารับเธอหลังเลิกงานเสมอ แต่ก็อย่างที่รู้ว่ากรุงเทพฯ รถติดมากขึ้นทุกวันๆ หลังจากเข้าปีที่สองของการทำงาน แฟนของขวัญก็มารับน้อยลง จนเหลือแค่มารับเฉพาะวันที่ทำงานดึกเท่านั้น

            ผมตัดใจ คิดกับเธอแค่เพื่อน (อย่างจำยอม) แต่แปลก เพราะผมพูดคุยกับเธอได้สนิทใจกว่าตอนที่คิดไม่ซื่อกับเธออีก (แฮะๆ)

 

"รถติดจังเลย" ขวัญบ่น ผมก็หงุดหงิดไม่แพ้กัน เหยียบครัชท์เมื่อยหมดแล้วเนี่ย

            "เธอก็นอนไปก่อนสิ ขึ้นรถเมล์หนักกว่านี้อีกมั้งเนี่ย" ผมบอก

            "ใช่..." เธอตอบเนือยๆ พลางมองออกไปนอกรถ

            เราสองคนแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย นอกจากคำถามพื้นๆ อย่างเช่นว่า ซื้อมาเท่าไหร่ ซื้อที่ไหน ไม่กลัวถูกหลอกย้อมแมวเหรอ แล้วถ้าเกิดมีผีในรถหละ และเมื่อกวนใจผมจนหนำใจแล้ว เธอก็หลับไป

            "เบาแอร์หน่อยสิ" เธอพูดทั้งๆ ยังหลับตาอยู่

            ผมยื่นมือไปเบาแอร์ที่เย็นฉ่ำ ก่อนจะมาสนใจถนนตรงหน้า รถขยับได้เรื่อยๆ แต่ก็น่าเบื่อไม่น้อย ผมมองออกไปนอกรถ มองไปยังรถคันอื่นๆ แล้วผมก็สังเกตุเห็นว่า มีคนลอบมองเข้ามาในรถผมบ่อยๆ สีหน้าของพวกเขาแปลกๆ แต่ผมก็ไม่สนใจ "สงสัยต้องติดฟิล์มดีๆหน่อยแล้วมั้งเนี่ย" ผมบ่น เพราะรู้ว่าฟิล์มกันแดดที่แถมมากับรถนั้น ใสอย่างกะอะไรดี

            เมื่อถึงระแวกบ้านของขวัญ ผมปลุกเธอตื่น เธองัวเงียและลงรถไป เรากล่าวลากันสั้นๆ ก่อนผมจะขับรถไปต่อ

            แอร์เย็นขึ้นอีก ผมมองไปที่แอร์ มันถูกเร่ง ผมบ่นงุบงิบ ต้องเป็นฝีมือยัยขวัญแน่ๆ กะจะแช่เย็นเราหรือไงกัน

            เมื่อใกล้ถึงบ้าน ผมก็เบาแอร์จนได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์แว่วๆ มาจากกระโปรงหน้า แต่แล้วเสียงสะอื้น ถ้าฟังไม่ผิด เสียงสะอื้นแน่ๆ มันเป็นเสียงผู้หญิง ผมมองไปรอบๆ มองวิทยุซึ่งก็ไม่ได้เปิด อ้าว แล้วเสียงอะไร...

            ผมใจคอไม่ดี แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะเสียงที่ได้ยินมามันเบามาก เหมือนแว่วมาจากที่ไกลๆ พอตั้งใจฟัง ก็ไม่ได้ยิน แต่พอไม่สนใจ เสียงสะอื้นก็กลับมา ผมจึงตัดรำคาญโดยการเปิดวิทยุฟังซะเลย...

 

วันรุ่งขึ้น ขวัญไม่ได้มาทำงาน ผมเลยโทรไปหา ได้ความว่าลาเธอป่วย น้ำเสียงของเธอไม่สู้ดีเท่าไหร่ ผมเลยไม่อยากเซ้าซี้ หรือกวนประสาท

            วันนี้ทั้งวันผมต้องทำงานคนเดียว เตรียมเอกสาร และออกไปพบลูกค้า แม้ว่าจะมีเพื่อนร่วมงานมาช่วย แต่ด้วยความที่เป็นลูกค้าของผมและขวัญ ผมเลยต้องเตรียมเอกสารเองทั้งหมด เพราะคนที่มาช่วยไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ผมเลยคิดว่าเขาแค่ไปพบลูกค้าเป็นเพื่อนผมมากกว่า

            ตกเย็นผมไปเยี่ยมขวัญที่บ้าน ผมเคยมาไม่กี่ครั้ง ขวัญอยู่กับพ่อแม่ ในหมู่บ้านจัดสรร ผมมาถึงช่วยหัวค่ำเล็กน้อย เพราะรถติดเหลือเกิน ขวัญมาพบผมด้วยสภาพโทรมเหลือเชื่อ ตาบวม หน้ามัน ผมไม่เคยเห็นขวัญดูแย่ขนาดนี้มาก่อน ผมรู้โดยทันทีเลยว่ามีอะไรผิดปกติ

            "เฮ้ย เป็นอะไรมากเปล่า" ผมถามอย่างเป็นห่วง

            "ไม่มีอะไรหรอก" เธอตอบเสียงหงอยๆ บอกไม่ถูก

            "ไม่น่าเชื่อว่ายังมีไวรัสในโลกนี้ ทำให้เธอป่วยได้อีก" ผมแซว แต่บรรยากาศยังมาคุอยู่เลย "เกิดอะไรขึ้นกันแน่" ผมจริงจังเลยทีนี้

            ขวัญมีท่าทางอึดอัด ผมเหลือบไปเห็นที่มือ ที่มักจะมีแหวนทองสวมอยู่ตรงนิ้วกลางขวาตลอด มันเป็นแหวนที่แฟนของเธอซื้อให้ เชื่อไหมว่าสัปดาห์แรกๆ เธอโชว์ให้ผมดูจนเอียนเลย แต่ตอนนี้มันกลับหายไป เหลือไว้เพียงรอยผิวขาวๆ ที่ไม่ได้โดนแดด

            "เลิกกับแฟนเหรอ" ผมเดา ผมไม่เคยจำชื่อแฟนของขวัญได้เลย แม้ว่าเธอจะเคยบอกไม่รู้กี่ครั้งก็ตาม ก็ใครมันจะไปสนใจชื่อของมารหัวใจหละ

            หญิงสาวตรงหน้าผม ดูอ่อนแอเหลือเชื่อ ผมไม่เคยเห็นเธอในสภาพนี้มาก่อน เธอคงรักแฟนคนนี้มากจริงๆ และในขณะที่ผมกะลังมองเพื่อนอย่างอ่อนใจอยู่นี้ เธอก็น้ำตาร่วงเผาะๆ เลย

            ผมพูดอะไรไม่ออก มือหยาบๆ ของผม ค่อยๆ เลื่อนไปเช็ดน้ำตาให้ขวัญ ลึกๆ ก็กลัวว่าเธอจะปัดมือผมออก แต่เปล่าเลย เธอปล่อยให้ผมได้ปาดน้ำตา ผมจับมือเธอโดยไม่พูดอะไร

            เวลาผ่านไปไม่นาน เธอปล่อยมือผมไปเช็ดน้ำตา ก่อนจะมองหน้าผมและยิ้มให้

            "แหมทีเมื่อก่อนชวนมา ไม่อยากจะมา" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด

            "อ้าว ก็มาบ้านเธอทีไร กลับบ้านลำบากทุกที ไหนจะเดินออกจากหมู่บ้าน ไหนจะต้องโบกแท็กซี่อีก" ผมบ่น ดีใจที่เธอพยายามทำตัวปกติ แต่ผมรู้ว่าลึกๆ แล้ว ขวัญยังเสียใจอยู่แน่นอน แหมคนคบกันมาเป็นปีๆ มันต้องมีกันบ้างแหละ

            หลังจากนั้นเราก็คุยกันอีกนิดหน่อย ขวัญเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเธอกับแฟนเลิกกันเพราะมือที่สาม ซึ่งเข้ามาแทรกระหว่างเธอและแฟนหนุ่ม เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

            ผมดูจนแน่ใจแล้วว่าเพื่อนคนนี้กลับมาสดใสน่ารักเหมือนเดิม ก่อนกลับบ้าน ผมไม่ลืมที่จะทำท่าดุ และบอกให้เธอมาทำงานในวันรุ่งขึ้นให้ได้ เพราะยามที่เธอไม่อยู่นั้น ผมทั้งเหนื่อยและปวดหัวกับงานเอกสารกองเท่าภูเขา ไหนจะต้องอธิบายให้ลูกค้าฟังในเรื่องที่ผมเองยังไม่เข้าใจ

            เธอรับปากว่าวันรุ่งขึ้นเจอกันอย่างแน่นอน ผมจึงลาขวัญ และพ่อแม่ของเธอ ก่อนจะขับรถคู่ใจกลับบ้าน

            เรื่องมันเริ่มตรงนี้แหละ ระหว่างที่กลับบ้าน ถนนเริ่มโล่งแล้ว ผมขับรถเรื่อยเปื่อย ไม่รีบร้อน แอร์เริ่มเย็นขึ้นอีกครั้ง ผมปรับให้เบาลง แล้วเปิดวิทยุฟังเพลงสบายๆ ตอนนั้นเองที่จู่ๆ วิทยุก็ส่งเสียงเหมือนคลื่นแทรก

            เสียงซ่าถี่ ทำให้ผมต้องเปลี่ยนคลื่น ซึ่งก็เจอกับเสียงเดิม ผมจึงปิดวิทยุไป ผมขับรถฟังเสียงเครื่องยนต์เบาๆ เคล้าเสียงลมจากแอร์ที่เป่าออกอย่างสม่ำเสมอ เพียงครู่เดียว ผมก็ได้ยินเสียงหายใจเข้า - ออก

            เสียงหายใจนั้นลากยาว และสม่ำเสมอ มันค่อนข้างชัดเจนเหมือนใครมาหายใจหนักๆ ดังๆ ให้ฟังอยู่ข้างๆ

            ผมเริ่มใจไม่ดีอีกครั้ง เรื่องผีที่ขวัญชอบเล่าเพื่อหลอกผมลอยมาเป็นฉากๆ ผมลองเปิดวิทยุอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีเสียงใดๆ มันเงียบ

            ผมคิดว่าเสียงคงเบา จึงเร่งเสียงให้ดังมากขึ้น

            "อย่ามายุ่งกับกู!!!!" เสียงที่ใหญ่และดังมากของผู้ชายดังลั่นรถ ผมตกใจสะดุ้งสุดชีวิต และเหยียบเบรกจนสุด

            รถส่งเสียงเอี๊ยดยาวก่อนจะจอด รถที่ตามมาส่งบีบแตรอย่างหัวเสีย ผมจอดรถอยู่ริมทาง เปิดวิทยุที่ตอนนี้มีเพลงของสถานีเล่นตามปกติ

            ด้วยความที่เป็นคนประเภทที่ไม่ชอบพิสูจน์ และไม่ถูกโรคกับเรื่องลึกลับอย่างแรง ผมบึ่งรถกลับบ้านด้วยความเร็วทันที ผมบอกกับตัวเองเลยว่า พรุ่งนี้ได้ลาหยุดแน่ๆ

            เมื่อนำรถเข้าบ้าน ไม่กล้าที่จะมองไปที่รถเลย เพราะกลัวจะเจอกับอะไรก็ตามที่อยู่ในรถมาก่อนผม ผมปิดประตู เปิดไฟหน้าบ้านทิ้งไว้ และขึ้นห้อง สวดมนต์และกว่าจะนอนหลับตา ต้องเปิดไฟดูหนังจนเกือบเช้า

 

รุ่งเช้า ผมสะดุ้งตื่นขึ้นตอนสายของวัน ผมโทรไปหาขวัญทันที ด้วยต้องบอกขอโทษที่วันนี้ต้องปล่อยให้เธอทำงานคนเดียว

            "วันนี้ฉันคงไปทำงานไม่ไหวนะ แบบว่ามีธุระหนะ" ผมบอก

            "อะไรกัน ทิ้งให้ฉันทำงานคนเดียวตลอดเลย" ดูเหมือนจะกลับมาเป็นหญิงสาวใจร้ายเพื่อนผมเหมือนเดิมแล้ว "แล้วจะไปไหนถึงไม่มาทำงาน" เธอซักไซร้

            "พอดีเมื่อวานขากลับมีอุบัติเหตุนิดหน่อยหนะ" ผมได้ยินเสียงเธออุทานด้วย ก่อนจะถามผม

            "แล้วเป็นอะไรมากไหม" เธอมีน้ำเสียงกังวล ผมได้ยินก็ดีใจ

            "อ๋อไม่เป็นไรมากหรอก เดี๋ยววันนี้เอารถไปเช็คดูหน่อยว่ามีเสียหายตรงไหนหรือเปล่า" ผมรู้ตัวเลยว่าโกหกไม่เนียน เพราะดูเหมือนเธอจะจับได้

            "โอเคๆ มีอะไรฝากไว้รึเปล่า" เธอถาม

            "ไม่มีหรอก เอกสารของฉันก็วางอยู่บนโต๊ะนั่นแหละ หาๆดูเดี๋ยวก็เจอ" ผมบอก "ขอบใจมาก แค่นี้นะ" แล้วผมก็วางสาย

            ผมอาบน้ำแต่งตัว แล้วออกมานอกบ้าน มองดูรถยนต์ของตัวเองอย่างกล้าๆ กลัวๆ วันนี้ต้องเอารถเข้าวัดสักหน่อยแล้ว

 

วัดที่ผมเลือก อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านสักเท่าไหร่ ระหว่างที่ขับรถไปยังวัด ผมรู้สึกอึดอัดตลอดทางเลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ผมรู้สึกไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก

            เมื่อมาถึงวัด เครื่องยนต์ก็สั่น และก็ดับไป อะไรก็ตามที่อยู่ในรถคันนี้คงไม่อยากเข้าวัดเอามากๆ ผมลองสตาร์ทรถอีกหลายครั้งก็ไม่ติด ทำเอาผมเริ่มหงุดหงิดมากกว่ากลัวผี ชาวบ้านก็เริ่มมองแล้วด้วย

            ผมลงจากรถ แล้วก็เริ่มออ