สวัสดีครับ ผมเอก คนที่ซื้อรถมือสองแล้วโดนผีหลอกหนะครับ ฮ่า ฮ่า หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาสองเดือนแล้วครับ ผมอยากจะบอกว่าในที่สุดความฝันก็เป็นจริง ผมได้มาเที่ยวเกาะกับขวัญแฟนสาวแสนสวยสองต่อสองแหนะครับ หึ หึ หึ

                "เอ้าช่วยขนกระเป๋าหน่อยคะ ผู้ชาย" ยัยอ้วนแผนกบัญชีตะโกนมาจากเรือข้ามฟาก

                "เออ!" ผมตอบกลับไปอย่างหัวเสีย ใช่ครับผมมาเที่ยวเกาะกับขวัญสองต่อสอง โดยมีเพื่อนเกือบทั้งออฟฟิศมาด้วย T.T เรามาพักผ่อนกันตามประสามนุษย์เงินเดือน

                หลังจากขนสัมภาระที่ส่วนมากเป็นของพวกผู้หญิงจนหลังแทบหัก เราก็ได้ชื่นชมห้องพักสุดหรูในรีสอร์ทบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเราต้องอยู่ห้องละ 4 คน แออัดมากครับ

                ผมได้อยู่กับเพื่อนแผนกเซลอีก 3 คนเราสนิทกันในระดับหนึ่ง ประมาณว่าไปกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้เที่ยวด้วยกันประมาณนั้น เลยทำให้ผมไม่ค่อยรู้จักนิสัยใจคอของพวกมันตอนเมาขาดสติ

                "ห้องเป็นไงบ้าง" ขวัญโผล่หัวเข้ามา ใช่ครับขวัญนางเอกของเรื่องนี้ แฟนของผม เราตกลงคบกันหลังจากเหตุการณ์รถผีสิง ขวัญไม่รู้เรื่องรถผีสิงและผมก็ไม่คิดจะเล่าให้ฟังด้วย แค่ให้เหตุผลไปว่ารถมีปัญหาบ่อยเกิน เลยเอาไปขายเต็นท์ต่อในราคาเหมือนเสียไปเปล่าๆ

                "สุดยอดไปเลย" ผมตอบ "แต่แออัดชะมัด" ทำหน้าบุ้ยใบ้ไปทาง 3 คนที่เดินสำรวจห้องอย่างสนอกสนใจ

                เราสองคนหัวเราะกันอย่างมีความสุข ขวัญพักอยู่บ้านอีกหลังซึ่งจัดไว้ให้สำหรับผู้หญิง เมื่อถึงเวลาพวกเราก็มารวมตัวกินข้าว ผมสังเกตเห็นมีพนักงานชายสูงอายุคนหนึ่ง หน้าตาดูไม่มีพิษมีภัย แต่ดูเหมือนไม่ค่อยจะมีความสุขเท่าไหร่

                "ไงคับลุง" ผมถามลุงพนักงาน เขาหันมายิ้มแย้ม

                "สวัสดีครับ" ลุงตอบ ฟังจากสำเนียงคงไม่ใช่คนใต้อย่างแน่นอน "ต้องการอะไรเหรอครับ" ลุงถามต่อ

                "อ๋อไม่มีครับ" ผมปฏิเสธ "ลุงทำงานมานานแล้วเหรอ" ผมหาเรื่องอื่นคุย

                "ก็ตั้งแต่เปิดแรกๆเลยหละครับ" ลุงตอบ สายตาสอดส่องเพื่อนๆ ร่วมออฟฟิศของผม แต่ผมสังเกตุว่ามองแต่พวกผู้หญิง ลุงคนนี้ชักมีอะไรไม่ชอบมาพากลแฮะ

                "เอ่อ...ลุงครับ แถวนี้มีที่แบบว่า เงียบๆ โรแมนติกๆ บ้างหรือเปล่าครับ" ผมเขิน เลยเผลอยิ้มโง่ๆให้ลุงแกไปทีนึง

                ลุงหันมามองด้วยสายตารู้ทัน "ก็มีโขดหินข้างนอกนะ เห็นพวกหนุ่มสาวชอบไปนั่งเล่นกัน" ลุงบุ้ยใบ้ไปด้านนอกห้องอาหารของรีสอร์ท ผมมองตาม แต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด

                ผมหันกลับมาก็ตอนที่ลุงมองเข้าไปในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงออฟฟิศและมีดวงตาเบิกกว่าเหมือนคนเห็นผี และเมื่อรู้ว่าผมจ้องมองอยู่ลุงแกก็มองหน้าผมด้วยหน้าตาตื่นๆ ก่อนจะกลับหลังหันและเดินจากไป

                ผมงงมา แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะอาหารขึ้นโต๊ะพร้อมทาน และทุกคนก็เลือกที่นั่งกันเรียบร้อย โดยผมพลาดโอกาสเลือกที่นั่งที่ดีที่สุดคือใกล้ๆกับขวัญ กลับกลายเป็นผมนั่งไกลออกไปข้างๆยัยอ้วนแผนกบัญชี เฮ้อ

                ระหว่างรับประทานอาหารเย็น ซึ่งส่วนมากจะไม่ทันยัยอ้วนแผนกบัญชี ที่กินไวเหลือเกิน ดูเหมือนยัยนี่จะชมว่าอาหารทุกอย่างอร่อยไปหมด ทั้งๆที่ผมก็คิดว่าเฉยๆ

                ผมมองไปที่เพื่อนร่วมออฟฟิศ สำรวจและคาดคะเนจำนวนเป็นครั้งแรก ก็น่าจะราว 25 คนนะที่มาด้วย มันไม่ใช่ทริปใหญ่โตที่จัดโดยบริษัท หรืองานสัมนาประจำปี ทริปนี้เริ่มจากเพื่อนของขวัญคนหนึ่งที่อยู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "นี่ไปเที่ยวทะเลกันเถอะ" แค่นั้นเอง คนที่อยากไปก็จะบอกว่า "ฉันไปด้วย" หรือไม่ก็ "ฉันชวนคนอื่นไปด้วยได้หรือเปล่า" ทริปนี้เลยลงเอยที่มีผู้คนคละแผนก ทั้งหญิงชาย บ้างพาแฟนที่ไม่ใช่คนในออฟฟิศมาด้วย

                หญิงสาวคนหนึ่งสะดุดตาผมเข้า เธอหน้าตาดี ผมดำขลับ ร่าเริงและจ้อไม่หยุด ผมสงสัยว่าใครกันที่ชวนเธอมา เพราะผมจำไม่ได้ว่าเธอคนนี้อยู่บริษัทเดียวกับผม แต่ใครจะไปจำได้หละจริงไหม

                หญิงสาวเหมือนจะรู้ตัว เธอมองกลับมาที่ผม ผมก็เลยแกล้งมองไปทางขวัญที่กำลังคุยกับเพื่อนๆ ในแผนกเซลอย่างออกรสโดยไม่มีผม อ้าว ที่เธอลืมไปหรือเปล่าว่ามาก็มาด้วยหนะ

                ความสัมพันธ์ของผมและขวัญนั้นยังไม่เป็นที่เปิดเผยในบริษัทมากนัก เพราะมันจะทำให้ภาพลักษณ์ของเรานั้นดูไม่ดี เพราะเรานั้นทำงานด้วยกัน เป็นคู่หูกัน แล้วถ้าเป็นแฟนกันอีกมันจะดูไม่เหมาะสมเกินไป แต่เพื่อนๆ ร่วมแผนกและคนอื่นๆที่รู้จักเราทั้งสองคนต่างก็พากันดูออก อย่างคำกล่าวที่ว่า ความลับไม่มีในบริษัท ฮ่า ฮ่า

                หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ก็ถึงเวลาที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปหาอะไรทำ เพราะตอนนั้นก็เกือบสามทุ่มแล้ว ข้างนอกมืดแล้วแต่ก็มีคนออกไป อาจจะไปเดินดูทะเลตอนกลางคืน หรือไปทำอะไรก็ได้ใครจะรู้

                ขวัญและผมยืนคุยกันถึงบรรยากาศของรีสอร์ท ผมเล่าให้ขวัญฟังถึงลุงพนักงาน

                "ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ" ผมเตือน "อย่าไปไหนมาไหนคนเดียว คนเดี๋ยวนี้ไว้ใจไม่ได้" ผมสีหน้าจิงจัง โคตรเท่

                "จ้า" ขวัญตอบส่งๆ เธอไม่ได้สนใจเลยนี่หว่า

                "นี่พูดจริงๆนะ" ผมย้ำ

                "รู้แล้วคะ" เธอตอบยิ้มกว้าง "ลุงเขาแค่มองหาใครอยู่หรือเปล่า" เธอถาม

                "ไม่รู้เหมือนกัน" ผมตอบ เราสองคนยืนอยู่ชานด้านนอกรีสอร์ท มองออกไปยังทะเลยามมืด เห็นเพื่อนร่วมทริปเดินกันไปมา เนื่องจากเป็นหาดส่วนตัว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องคนแปลกหน้าเท่าไหร่

                "ไปเดินเล่นกัน" ขวัญตอบก่อนจะจับมือผมลากไปเดินริมหาด

                เราสองคนเดินเลียบหาดไปเรื่อยๆ โดยมีแสงไฟจากรีสอร์ทส่องออกมาจากตัวอาคาร ทำให้พื้นที่บริเวณหาดสว่างจนมองเห็นทะเลได้ ผมไม่รอช้า มองหาโขดหินที่ลุงแนะนำมาทันที แล้วก็เจอ มันอยู่ตรงนั้น ข้างหน้าผม กลุ่มโหดหินขนาดท่วมหัวดำตระหง่านอย่างไร้ระเบียบ โดยมีคลื่นอัดกระแทกเข้ามาเป็นฟอง

                "ดูโขดหินตรงนั้นสิ" ขวัญชี้ไปที่กลุ่มโขดหินที่ผมมองอยู่ "น่ากลัวจัง"

                "ก็ตอนกลางคืน มันก็ดูน่ากลัวงี้แหละ" ผมจับมือขวัญ อย่างหล่อ และฉวยโอกาสด้วย

                ขวัญไม่ตอบ เธอมองไปที่โขดหินอย่างไม่สบายใจ ผมจึงชวนเธอเดินกลับ แต่ขณะที่เราสองคนกำลังจะหันกลับ ก็เห็นเงาของผู้หญิงเดินอยู่ตรงโขดหิน ลักษณะของผู้หญิงผมยาว ยืนอยู่ตรงกลุ่มโขดหิน โดยหันหน้ามาที่เราสองคน!

                ผมเห็นท่าไม่ดีแล้วจึงดึงมือของขวัญและจ้ำกลับรีสอร์ททันที

                "มีอะไรเหรอ" ขวัญถามขณะเดินตามผม เธอไม่เห็นผู้หญิงคนนั้น ยิ่งตอกย้ำใหญ่ว่าสิ่งที่ผมเห็นคืออะไร

                "มืดแล้วน่ากลัวอะ กลับกันเหอะ" ผมตอบยิ้มๆ

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นขึ้นมาพบกับสภาพห้องรับแขกที่เละเทะ พร้อมกับเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่นอนอยู่ตรงโซฟา ขวดเหล้ากระจายไปทั่ว เมื่อคืนคงมีคนกินเหล้าเกินตัวไปหลายคนสิเนี่ย

                ผมเข้าห้องน้ำแปลงฟันก่อนจะเดินออกมานอกบ้าน มองไปยังห้องอาหาร เห็นพวกผู้หญิงตื่นกันแล้ว ผมจึงเดินไปเพื่อจะหาอะไรกินหน่อย

                พอเข้าไปในห้องอาหารผมมองไปรอบๆ เผื่อจะเจอขวัญ แต่ก็ไม่เจอ หญิงสาวผมดำเมื่อคืนเธออยู่ในชุดกางเกงเล เสื้อบาติกบางๆ เธอหันมามองผม ผมหลบตาและเลี่ยงเดินไปหาโต๊ะนั่งทันที

                ไม่นานพนักงานก็เข้ามาถามว่าจะรับอะไรเช้านี้ ผมเลือกเมนูไข่ดาวและไส้กรอก และเมื่อพนักงานจากไป ขวัญก็เดินเข้าประตูมา เธออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เธอเข้ามากับเพื่อนอีกสองคน เธอมองเห็นผม เธอจึงหันไปคุยอะไรบางอย่างกับเพื่อนของเธอก่อนจะเดินมาหาผม

                "หูย น้ำไม่อาบ" ขวัญบอกทันทีที่นั่งโต๊ะ

                "อืม...ขี้เกียจ" ผมตอบ

                "กลิ่นเหล้าหึ่งเลย" เธอมองผมด้วยสายตาตำหนิ

                "เหรอ" ผมดมตัวเองฟุดฟิด "ไม่เห็นได้กลิ่น" ผมตอบ

                พนักงานเสริฟเข้ามารับออเดอร์จากขวัญและจากไป เราจึงเริ่มคุยกันต่อ

                "วันนี้จะไปไหนกันเหรอ" ผมถาม

                "ไม่รู้สิ อาจจะตัวใครตัวมันมั้ง" เธอตอบ

                "อ้าวแล้วขวัญไม่อยากไปไหนบ้างเหรอ" ผมถาม เราสองคนเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวและสรรพนามที่ใช้เรียกอีกฝ่ายหลังจากเราเริ่มคบกัน ผมอยากให้ขวัญเรียกผมว่าที่รัก หรือ ตัวเองอะไรประมาณนี้ แต่เธอกลับเรียกแค่ เอก เฉยๆ เลย แทบไม่ต่างจากเมื่อก่อน

                "ไม่รู้สิ แล้วเอกจะทำอยากทำอะไรหละ" เธอย้อนถามผม

                "มาเที่ยวเกาะอย่างนี้ เดี๋ยวเพื่อนร่วมห้องก็จะออกไปข้างนอกกันหมด ขวัญไปนอนเล่นห้องเอกปะหละ" ผมถาม ยิ้มเจ้าเล่ห์

                "ไม่ไป" ขวัญตอบอย่างเร็ว "ไปดำน้ำดีกว่า" เธอตอบ

                ผมก็อดสวมวิญญาณหื่นกามไปอย่างน่าเสียดาย แต่เอาน่าไหนๆมาเที่ยวเกาะทั้งที ไม่ดำน้ำก็ดูน่าเสียดายไปหน่อย

                เราทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ถามหาสมาชิกว่ามีใครสนใจไปดำน้ำบ้าง ผลปรากฏว่าเกือบครึ่งอยากจะไป เราจึงไปสอบถามกับทางรีสอร์ท และก็ได้ไปดำน้ำกันพร้อมหน้าพร้อมตา

 

ตกเย็น หลังจากดำน้ำดูปะการัง กินอาหารทะเล เล่นน้ำจนตัวเกรียมแล้ว ก็ถึงเวลาเย็น แต่อาหารยังไม่พร้อม พวกเราเลยมีเวลาพัก ขวัญขอตัวไปอาบน้ำก่อน ผมไม่มีอะไรทำเลยเดินไปที่โขดหินที่ถูกผีหลอกเมื่อคืน ดูเหมือนว่าการเคยโดนผีหลอกทำให้ผมมีภูมิต้านทานพวกผีสางๆ อยู่เหมือนกัน

                ที่โขดหินผมพบลุงพนักงานยืนอยู่ ท่าทางเศร้าสร้อย แสงแดดสีเหลืองส้มสาดส่องมาโขดหินดูโรแมนติกอย่างที่ลุงว่าจริงๆ ถ้าคนที่ยืนรออยู่เป็นหญิงสาวคนรักของผมแทนที่จะเป็นลุงแก่ๆ หัวหงอก คงจะดีไม่น้อย

                "หวัดดีครับลุง" ผมทักเสียงดัง

                ลุงตกใจก่อนจะหันมายิ้มให้ผม "สวัสดีครับ"

                "โรแมนติกจริงๆ ด้วยครับ" ผมชมสถานที่ ก่อนจะเหลือบไปเห็นดอกไม้ที่วางอยู่บนหาดทรายใกล้กับโขดหินขนาดเล็ก

                "ให้ลูกสาวของผมครับ"  ลุงตอบพลางมองไปที่ดอกไม้

                "เอ่อ..." ผมใบ้รับประทาน เพราะหญิงสาวที่เห็นเมื่อคืนคือลูกของลุงแน่ๆ

                "ลูกผมจมน้ำตายหนะครับ เราเจอศพตรงนี้" พลางชี้ไปที่ที่ดอกไปวางอยู่ "ดูเหมือนศพจะลอยมาติดโขดหินหลังจากเราออกตามหากันเป็นอาทิตย์" ลุงพูด "ตอนที่พบศพก็จำหน้าไม่ได้แล้ว ทุกอย่างเละไปหมด หมอบอกว่าเกิดจากการที่ศพลอยกระแทกกับพวกหินและปะการัง"

                ผมวางตัวไม่ถูก ยืนอึดอัดๆ อยู่ ตอนนั้นเองที่ผมเห็นผู้หญิงอยู่ในทะเล ร่างกายท่อนบนโผล่พ้นผิวน้ำ ผมยาวดำสยายไปกับผืนน้ำ ที่สำคัญกำลังมองมาที่เราสองคน

                "รุ่งฟ้า!" ลุงตะโกนออกไป ผมตกใจสะดุ้งโหยง ผมหันไปมองหน้าลุง ตอนนี้ลุงร้องไห้น้ำตานองหน้า "พ่อขอโทษ" ลุงตะโกนต่อ

                ผมมองไปรอบๆ ไม่มีใครอยู่เลย เสียงลุงก็ดังด้วย ผมกลัวคนผ่านมาเห็นจะเข้าใจว่าผมอยู่กะคนบ้าหนะ อายเขาตายเลย

                "ลุงใจเย็นก่อนนะครับ" ผมโผล่หน้าไปกั้นระหว่างลุงกะผีกลางทะเล "ลูกของลุงตายไปแล้วนะครับ ลุงแค่ตาฝาด ตะโกนไปลูกของลุงก็ไม่ได้ยินหรอก"

                ลุงไม่เพียงไม่ฟัง ยังผลักผมให้พ้นทางอีกด้วย ผมเซและล้มลง และที่ยืนค้ำหัวผมอยู่ก็คือผีสาวผมดำนั่นเอง เมื่อดูใกล้ๆ หญิงสาวคนนี้มีผิวสีซีดจนแทบจะเรืองแสง ดวงตาดำขลับ เฮ้ย! ไม่มีตาขาว ผีล้านเปอร์เซ็นผมฟันธง

                หลังจากเจอผีในระยะเผาขน ผมก็แข็งขาหมดแรง ตะเกียกตะกายขึ้นอย่างยากลำบาก ขณะเดียวกันลุงพนักงานก็เดินเข้าไปใกล้ๆกับผีที่ยืนอยู่นั่นอีก ปากก็พึมพำขอโทษอยู่ตลอด แต่แววตาที่ผีมองไปที่ลุงยังไม่มีเปลี่ยนแปลง ไร้ความรู้สึก ริมฝีปากที่เล็กกรีดอยู่บนใบหน้าที่ขาวโพลน เนื้อตัวเปียกปอน ชุดคลุมสีขาวแนบไปกับเนื้อ ผิวหนังซีดขาว ค่อยๆ เน่าเปื่อย

                ใช่ครับ ระหว่างที่ผมยืนมองผีสาวอยู่นั้น ร่างกายของเธอก็ค่อยๆ เน่าเปื่อยไป ใบหน้าค่อยๆ ผุ ริมฝีปากแหว่งเผยให้เห็นฝันสีเหลือง ชั่วอึดใจผีสาวก็มีร่างกายเน่าเฟะจนยากจะบรรยาย

                ผมเก็บเอาอาเจียนกลืนลงคอไป เพราะดูเหมือนจะมีกลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งมาอีกด้วย ตอนนี้ผมเข้าไปคว้าตัวลุงที่ตะลึงกับสภาพของลูกสาวไม่แพ้กัน

                แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้จากออกมา ผีสาวยื่นมือที่ตอนนี้ต้องเรียกว่าโครงกระดูกแบบมีเนื้อติดถึงจะถูกมาจบหัวไหล่ผม ผมช็อครู้สึกได้ว่าหน้าซีด

 

หญิงสาวคนหนึ่งมีปัญหากับที่บ้านเรื่องคนรัก เธอหนีตามคนรักออกจากบ้านมา ชีวิตรักของทั้งสองหวานชื่น ทั้งคู่มาเที่ยวเกาะทางใต้ แต่ทว่าในคืนหนึ่งหญิงสาวพบว่าคนรักของเธอตั้งใจจะทิ้งเธอไป เพื่อกลับไปบ้านของตนเอง หญิงสาวทะเลาะกับแฟนหนุ่ม เธอวิ่งออกจากรีสอร์ทออกมา พร้อมกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งเพิ่งทะเลาะกับพ่อจนหัวเสีย หญิงสาวทั้งคู่เดินเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่ริมทะเล หญิงสาวคนหนึ่งตัดสินใจหนีพ่อตัวเองเพื่อเข้าเมืองไปทำงาน เพราะเบื่อจากชีวิตชาวเกาะ ส่วนหญิงสาวอีกคนเมื่ออารมณ์เย็นขึ้นแล้วตั้งใจจะกลับไปหาคนรักพร้อมกับบอกถึงการตัดสินใจกลับบ้านของเธอ แต่ทว่าน้ำที่ขึ้นสูงบวกกับคลื่นทะเลที่ไม่เคยปราณีใคร ได้ลากตัวหญิงสาวลงไปในท้องทะเล ก่อนจะปล่อยร่างไร้วิญญาณที่เน่าเปื่อยผุพังกลับขึ้นมาใน 7 วันให้หลัง

 

ผมนอนอยู่ริมหาด มีเพื่อนๆ มุงอยู่ รวมทั้งขวัญด้วย ผมมองไปรอบๆ ไม่เห็นลุงพนักงานเลย ผมผุดลุกขึ้น เสียงเพื่อนถามไถ่อย่างเป็นห่วง ผมไม่ตอบ ผมลุกและวิ่งกลับเข้ารีสอร์ทเพื่อบอกความจริงกับลุง

                ดูเหมือนลุงจะมาถึงรีสอร์ทก่อนผมแล้ว และกำลังยืนจ้องมองผู้หญิงผมดำเพื่อนร่วมทริปของผมอยู่ ผมมองหน้าทั้งสองสลับไปมา และก็เข้าใจ

                "รุ่งฟ้า" ผมเรียก

                หญิงสาวหันมามอง

                "คุณไม่ได้จมน้ำตาย แต่คุณหนีไปกรุงเทพฯ" ผมสรุป

                ลุงน้ำตาไหล รุ่งฟ้าก็ปล่อยโฮ ทั้งคู่สวมกอดกัน ผมยืนมองเหตุการณ์ที่เหมือนละครตรงหน้า

หลังจากผลัดกันขอโทษแล้ว รุ่งฟ้าและลุงก็หันมาพูดคุยกับผม ทั้งคู่เล่าให้ฟังว่าสาเหตุที่รุ่งฟ้าต้องหนีไปเพราะอยากจะทำงานในเมือง ไม่อยากอยู่ในเกาะ ผมเข้าใจทันทีเพราะใครๆ ก็คงไม่อยากติดเกาะหรอกจริงมั้ย

                ในตอนนั้นพ่อของรุ่งฟ้ายังหนุ่มกว่านี้ และใจร้อนมาก เขาไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งในคืนวันเกิดเหตุ ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรง และรุ่งฟ้าตัดสินใจหนีเข้ากรุงเทพฯ โดยได้สมัครงานบริษัทในกรุงเทพฯ เอาไว้แล้ว

                คืนนั้นหลังจากที่รุ่งฟ้าหุนหันออกจากบ้านพักบนเกาะ เธอก็ไม่ได้กลับเข้าบ้านอีกเลย 7 วันต่อมาพบศพหญิงสาวสภาพเปื่อยยุ่ย พ่อของรุ่งฟ้าจึงคิดไปว่าต้องเป็นลูกของตนเองอย่างแน่นอน เมื่อเป็นอย่างนั้นทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้ชันสูตรต่อ งานศพถูกจัดขึ้นอย่างเงียบๆ และเวลาก็ผ่านไป 3 ปี

                ทางด้านรุ่งฟ้าพอออกจากบ้านมาก็ไปค้างคืนบ้านเพื่อนที่อยู่บนเกาะ การตัดสินใจครั้งนี้เธอจะให้พ่อรู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะพ่อของเธอจะต้องมาพาเธอกลับไปอย่างแน่นอน

                หลังจากรุ่งฟ้าเข้ากรุงเทพฯ ก็ได้พักกับเพื่อนที่อยู่ที่นั่น รุ่งฟ้าได้เข้าทำงาน และตั้งใจทำงานเก็บเงินโดยไม่คิดจะติดต่อกลับผู้เป็นพ่อแม้แต่นิดเดียว

                จนกระทั่งได้ยินว่าเพื่อนของตนจะมาเกาะซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ เธอก็ตัดสินใจมาด้วย เพื่อดูหน้าผู้เป็นพ่อ และด้วยสถานะตอนนี้อาจทำให้พ่อเธอยอมยกโทษให้เธอ หารู้ไม่ว่าพ่อของเธอเข้าใจว่าได้เสียลูกสาวไปตลอดกาลแล้ว

                "อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง" ผมกล่าว "แล้วทำไมคุณรุ่งฟ้าต้องมองผมแปลกๆ ด้วยหละ" ผมถาม

                "ก็เห็นคุณคุยอยู่กับพ่อของฉัน ฉันก็คิดว่าคุณกับพ่ออาจจะรู้จักกันมาก่อน ฉันก็เลยตั้งใจจะให้คุณช่วยพูดเรื่องของฉันได้ เพราะพ่อมองมาที่ฉันหลายครั้งแต่ก็ไม่เข้ามาพูดด้วยเลย" รุ่งฟ้าอธิบาย

                "พ่อขอโทษ ที่รั้งลูกเอาไว้" ลุงกล่าว

                "หนูผิดเองที่ทิ้งไปโดยไม่บอกกล่าว และไม่เคยติดต่อมา"

                "พ่อผิดเองที่บีบบังคับลูกมากเกินไป"

                พอเหตุการณ์ตรงหน้าเริ่มจะน้ำเน่า ผมก็ผละออกมา และเจอกับขวัญเข้าพอดี

                "เกิดอะไรขึ้นเหรอ" เธอถามอย่างเป็นห่วง

                ผมเหลือบมองไปยังท้องทะเล ร่างของหญิงสาวกลางทะเลสะดุดตาของผม ดูเหมือนเธอจะอยู่ในสภาพปกติอีกครั้งหนึ่งแล้ว "ไม่มีอะไรหรอก" ผมบอกขวัญ ก่อนจะพากันเดินเข้าไปด้านในรีสอร์ท

                หญิงสาวกลางทะเล ผมว่าเธอคงกำลังอยากกลับบ้านอยู่แน่ๆ...

edit @ 17 Jun 2012 13:24:09 by fatb0y

Comment

Comment:

Tweet